IN NEWS
ถกนัดแรก 'คกก.ตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น' 'ปกรณ์'วางกรอบลุย/15ก.ค.ถึงมือนายกฯ
กรุงเทพฯ-"ปกรณ์" เผย คณะกรรมการตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น ประชุมวางกรอบการทำงาน ปิดช่องโหว่ ใช้มาตรฐานจริยธรรมปิดช่องเข้าระบบ เตรียมส่งรายงานชุดแรก 15 กรกฎาคมนี้ ก่อนรายงานนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ครั้งที่ 1 โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการประชุม ว่า กรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีเวลา 30 วัน ซึ่งเดือน กรกฎาคมมีวันหยุดหลายวัน จึงประชุมกันเร็ว เพื่อวางแนวทาง กำหนดวัน และเร่งดำเนินการ โดยรายงานชุดแรก จะออกก่อนวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ และจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกัน ส่วนรายงานชุดที่ 2 จะเสร็จสิ้นประมาณวันที่ 27 กรกฎาคม

สำหรับกระบวนการ จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพราะส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ได้ดำเนินการไปแล้ว จึงจะให้เป็นหัวหน้าทีม โดยมีองค์ประกอบ ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. , ป.ป.ท. , สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ส่วนที่ใช้เวลาในการประชุมครั้งแรกน้อยนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร ไม่จำเป็นต้องคุยกันนาน ไม่ต้องเสียเวลาประชุม ตอนนี้ทีมงานทำงานกันเลย พร้อมย้ำว่า การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจที่เรียกร้องกัน แต่การกระจายอำนาจต้องโปร่งใส ชัดเจน ใครที่ทำไม่ดีต้องพ้นจากระบบ
ส่วนการดำเนินคดีอาญา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องวินัย กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่ สิ่งที่คณะกรรมการฯชุดนี้รับผิดชอบ คือ จะดูกระบวนการว่า มีช่องโหว่ตรงไหน ต้องปิดตรงไหน รวมถึง จะดูเรื่องการประพฤติผิดจริยธรรมของข้าราชการ และท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องสำคัญ คิดว่า ต้องกำจัดคนที่ขาดจริยธรรมให้ออกจากระบบ ป้องกันไม่ให้เข้ามาสู่ระบบมากที่สุด เรามุ่งมั่นทำในเรื่องนี้
ขณะที่คณะกรรมการฯชุดนี้จะเหมือนกับกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยสรุปจะเป็นลักษณะนั้น จะดูว่ากระบวนการทั้งหมดมีช่องโหว่ตรงไหน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมไปถึงการเสนอกฎหมายอะไรต่างๆ ว่าควรจะมีหรือไม่ อย่างไร เช่น เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยออกมาเปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไปดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ข้อสรุปที่คณะกรรมการฯชุดนี้ได้ จะรายงานนายกรัฐมนตรี เพื่อมีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการดำเนินการเรื่องจริยธรรม จะดำเนินการอย่างไร นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ หลายคนอาจจะคิดเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ข้อเท็จจริง คือ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ หากประพฤติผิดจริยธรรม เข้าสู่กระบวนการทางการเมืองไม่ได้ เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหยิบมาดู โดยมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนำเรื่องนี้เข้าไปหารือในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะการกระจายอำนาจที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากคนที่สุจริต เราต้องป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้ามาในระบบ และมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ไปดูตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อจัดการคนที่ไม่มีจริยธรรมพวกนี้
นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. ตรวจสอบคะแนนกับกระดาษคำตอบ พบไม่ตรงกันกว่า 5,000 คน จะต้องออกจากราชการเลยหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ทำหนังสือขอข้อมูลในนามของคณะกรรมการฯ เข้ามา เพื่อประกอบการพิจารณา เพราะไม่มีอำนาจวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ
ด้าน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ในฐานะอดีตข้าราชการ เมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นแล้วรู้สึกสะเทือนใจ และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้ย้ำว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างรุนแรง และเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้จะถือโอกาสสำคัญที่จะล้างบ้านนี้ให้สะอาด โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณาระบบทั้งหมดว่า จะปิดช่องโหว่เหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้อีก รวมทั้งจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
