THAILAND
โขลงช้างป่าทับลานทุบสถิติทะลัก2จว. ‘ยายวัย75’ สิ้นหวังเหลือผลไม้ประทังชีวิต
ปราจีนบุรี-วิกฤตความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าบริเวณรอบผืนป่ามรดกโลกอุทยานแห่งชาติทับลานทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อปัญหาภัยธรรมชาติขับไล่โขลงช้างป่าขนาดมหึมากว่า 80 ตัว ให้อพยพข้ามเขต 2 จังหวัด ตั้งแต่ อ.ครบุรี-ต.อุดมทรัพย์ จ.นครราชสีมา ทะลักเข้าสู่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ยึดพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจนพังพินาศ ซ้ำเติมบาดแผลเดิมของราษฎรในพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับมหากาพย์ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ “ที่ดินทับซ้อนอุทยานฯ” ที่ยังคงไร้ข้อยุติและพร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ
เมื่อ วันที่ 8 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน พร้อมชุดจิตอาสาเฝ้าระวังช่างป่าฯ ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของคืนวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่ามีฝูงช้างป่าจำนวนหนึ่งออกจากป่ามาหากินในพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน บริเวณหมู่ที่ 6 ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบพบฝูงช้างป่ากำลังกัดกินต้นกล้วยที่บ้านเลขที่ 338 หมู่ที่ 6 เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
.jpg)
ต่อมาในเช้าวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่บ้านเลขที่ 338 หมู่ที่ 6 พบนายเจียม โทสูงเนิน อายุ 80 ปี และ นางระเบียบ โทสูงเนิน อายุ 75 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของบ้านที่ยังอยู่ในอาการเสียขวัญ ทั้งคู่พาเดินดูสวนผลไม้ผสมผสานเนื้อที่ 5 ไร่ ซึ่งปลูกกล้วยน้ำว้า มะพร้าว ทุเรียน และมังคุด ที่ถูกช้างป่าเหยียบย่ำกัดกินจนราบเป็นหน้ากลอง
“ช่วงค่ำฝนตกหนัก ยายเห็นสิ่งผิดปกติข้างบ้าน ตาเลยเอาไฟฉายส่องดู เจอช้างตัวใหญ่เกือบ 10 ตัว กำลังรุมกินต้นกล้วยต้นมะพร้าวติดกับตัวบ้านเลย ด้วยความกลัวเราเลยพากันวิ่งหนีขึ้นชั้นสอง พอตั้งสติได้ ยายเลยตะโกนออกไปนอกหน้าต่างบอกช้างว่า พอแล้ว หยุดกินได้แล้ว เหลือไว้ให้ยายกินบ้าง ไปกันได้แล้ว... แปลกมาก ช้างมันหยุดชะงักแล้วหันมามองยายจริงๆ” นางระเบียบ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ในระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ได้เกิดเหตุวิกฤตซ้อนวิกฤตเมื่อลูกช้างตัวหนึ่งในฝูงพลัดตกลงไปในบ่อเกรอะข้างบ้านและส่งเสียงร้องลั่น ทำให้แม่ช้างปรี่เข้าใช้วิชาชาญฉลาดใช้งวงรัดและอุ้มตัวลูกขึ้นมาจากบ่อได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่โขลงช้างทั้งหมดจะถูกเจ้าหน้าที่ผลักดันกลับเข้าป่าไป

ด้านนายเจียม ผู้เป็นสามี กล่าวด้วยความท้อแท้ว่า ปีนี้สวนของตนถูกช้างบุกทำลายเป็นรอบที่ 3 แล้ว และรอบนี้หนักหนาที่สุด กล้วยน้ำว้าถูกกินไปกว่า 50 กอ ตนอุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักตักน้ำรดฝ่าวิกฤตภัยแล้งมาได้อย่างยากลำบาก พอเข้าหน้าฝนกำลังจะให้ผลผลิตกลับต้องสูญสิ้นไปในพริบตา จึงวอนขอให้หน่วยงานราชการเร่งเข้ามาเยียวยา
คืบหน้าต่อมาเวลา 21.50 น. วันเดียวกัน นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า โขลงช้างป่าที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี ในขณะนี้ ถือเป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่สุดทุบสถิติเท่าที่เคยมีมา โดยเป็นช้างที่อพยพเคลื่อนย้ายหนีความแห้งแล้งมาจากฝั่ง อ.ครบุรี และ ต.อุดมทรัพย์ จ.นครราชสีมา ประมาณ 60 ตัว มารวมกลุ่มกับช้างเจ้าถิ่นเดิมในฝั่งปราจีนบุรีอีก 20–30 ตัว จนกลายเป็นโขลงมหึมากว่า 80 ตัว
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน วิเคราะห์ว่า ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมช้างเปลี่ยนไปจนต้องหนีออกนอกเขตป่าลึกเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก:
• วิกฤตภัยแล้งรุนแรง: แม้จะเข้าสู่ฤดูฝน แต่สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนสะสมมานาน ส่งผลให้ลำห้วยและแหล่งน้ำธรรมชาติในป่าลึกแห้งขอดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
• ปรากฏการณ์ "ไผ่ตายขุย" ยกป่า: นี่คือวิกฤตขาดแคลนอาหารที่รุนแรงที่สุด เมื่อป่าไผ่ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของช้างป่าพากันออกดอกและแห้งตายพร้อมกันทั้งผืนป่า ส่งผลให้ช้างไม่มีหน่อไม้หรือใบไผ่ประทังชีวิต
• การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด: ช้างป่าเรียนรู้ว่าการรวมกลุ่มเป็น "โขลงมหึมา" จะช่วยให้พวกมันรู้สึกปลอดภัยและมีพลังอำนาจมากขึ้นในการเสี่ยงดวงออกนอกเขตป่ามาหาอาหารในชุมชน
สำหรับการแก้ปัญหา นายประวัติศาสตร์ ระบุว่า ใน ระยะสั้น อุทยานฯ ได้ร่วมกับ อบต.ทุ่งโพธิ์ เตรียมทำโครงการสร้าง “รั้วเหล็กปล้องอ้อยร่วมกับรั้วสลิง” ระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยถอดแบบมาจากจังหวัดจันทบุรี นำมาสร้างประกบขนานไปกับแนวรั้วกันช้างเดิม (Kai Fence) เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ ระยะยาว ที่ยั่งยืนคือการฟื้นฟูระบบนิเวศในป่าลึกครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด รวมกว่า 30,000 ไร่ เช่น บริเวณเขาซับพริก และคอกควายตาสุข เพื่อสร้างทุ่งหญ้า แหล่งน้ำซับ และโป่งเทียม ดึงช้างกลับสู่ป่าลึกและกระจายไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่เสื่อมโทรม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งเสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนเร่งด่วนจากงบกลุ่มจังหวัดและงบกลาง เนื่องจากหากรอระบบงบประมาณปกติ คาดว่าจะตั้งงบได้เร็วที่สุดในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งอาจไม่ทันท่วงทีต่อความเดือดร้อนของประชาชน
วิกฤตโขลงช้างป่าทับลานบุกยึดสวนชาวบ้านในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ฉายภาพความทุกข์ยากของเกษตรกรที่ต้องสูญเสียรายได้ในพริบตา หรือภาพความอดอยากของสัตว์ป่าจากพิษภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนลึกลงไปถึง "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ที่ฝังรากลึกในพื้นที่รอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
นั่นคือ "มหากาพย์ข้อพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อน" ระหว่างเขตป่ากับที่ทำกินของราษฎร ซึ่งเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่คาราคาซังมานานหลายทศวรรษและยังคงเคลียร์ไม่จบ ชาวบ้านรอบผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้จึงตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากโขลงช้างป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน แต่อีกด้านหนึ่งสิทธิในที่ดินทำกินและการเยียวยาจากรัฐกลับยังไร้ความมั่นคงและหลักประกันที่ชัดเจน ตราบใดที่กฎหมายและแนวเขตที่ดินยังคงทับซ้อนและคลุมเครือ
การแก้ปัญหาวิกฤตทับลานในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างรั้วกั้นช้าง หรือการผลักดันสัตว์ป่ากลับเข้าป่าลึกเท่านั้น แต่ภาครัฐจำเป็นต้องมองให้ทะลุถึงการจัดการสิทธิ์ของ "คน" ที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ทั้งคนและสัตว์ป่าสามารถรอดพ้นจากวิกฤตธรรมชาติและวิกฤตทางกฎหมายที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนี้ได้อย่างยั่งยืน
มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี
