POLITICS

ท้องถิ่นโคราชค้านรัฐยกเลิกโครงการ ประหยัดพลังงานชี้ตัดลดต้นทุนบริการ



นครราชสีมา-ดร.กิตติพงษ์ พงศ์สุรเวท ประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา ออกมาเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการยกเลิกโครงการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการประหยัดพลังงาน หลังท้องถิ่นทั่วประเทศเตรียมแผนโครงการทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบสูบน้ำพลังงานทางเลือก และยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เพื่อลดต้นทุนบริการสาธารณะ ชี้หากราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่องอาจกระทบภารกิจเก็บขยะและคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมย้ำข้อกังวลล็อกสเปกต้องตรวจสอบผ่าน TOR และระบบจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ควรใช้เป็นเหตุยกเลิกโครงการทั้งหมด

ดร.กิตติพงษ์ เปิดเผยว่า ในฐานะประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีเทศบาลรวม 102 แห่ง รวมถึงการติดตามสถานการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ทั้งเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด มองว่าการที่รัฐบาลยกเลิกโครงการดังกล่าวทั้งหมด อาจไม่เป็นธรรมต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ที่ผ่านมา รัฐบาลมีกรอบงบประมาณเพื่อกระตุ้นและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤตด้านพลังงาน โดยมีวงเงินส่วนหนึ่งประมาณ 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าวิกฤตและลดภาระด้านพลังงาน ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ได้เริ่มดำเนินโครงการ แต่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีหนังสือแจ้งให้เตรียมความพร้อมตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มศึกษา วางแผน และจัดทำโครงการตามกรอบที่กำหนด
แนวทางสำคัญมีทั้งการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดค่าไฟฟ้าภายในสำนักงาน ระบบประปา และกิจการสาธารณะ การนำพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือกมาใช้กับระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดจนการจัดหายานพาหนะประหยัดพลังงานหรือรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับภารกิจบริการประชาชน
โดยเฉพาะภารกิจจัดเก็บขยะ ซึ่งท้องถิ่นต้องดำเนินการทุกวัน และได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน ประกอบกับปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายแห่งศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรถเก็บขยะพลังงานไฟฟ้ามาใช้เพื่อลดต้นทุนระยะยาว รวมถึงรถดูดโคลน รถบรรทุกน้ำ รถดับเพลิง และรถส่วนกลางของหน่วยงาน

ดร.กิตติพงษ์ กล่าวว่า ท้องถิ่นจำนวนมากมีความหวังว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน จึงได้เตรียมโครงการเสนอผ่านจังหวัดเข้าสู่ระบบตามขั้นตอน ก่อนส่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณา โดยเดิมคาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาภายในสิ้นเดือน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีหนังสือจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงวันที่ 10 กรกฎาคม แจ้งยกเลิกการดำเนินการ ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรู้สึกผิดหวัง เนื่องจากได้เตรียมความพร้อมและวางแผนโครงการไว้แล้ว พร้อมมองว่ารัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมแก้ไขวิกฤตพลังงาน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนและรับผิดชอบบริการสาธารณะโดยตรง

ส่วนกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายตั้งข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปกหรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ดร.กิตติพงษ์ ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวสามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดขอบเขตงาน หรือ TOR รวมถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-Bidding ซึ่งมีระเบียบและกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว จึงไม่ควรนำข้อกังวลดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการยกเลิกโครงการทั้งหมด

“ท้องถิ่นไม่ได้สนใจว่าใครหรือบริษัทใดจะได้ประโยชน์ เพราะการจัดซื้อจัดจ้างต้องดำเนินการตามระบบ โครงการโซลาร์รูฟท็อปและครุภัณฑ์ต่าง ๆ มีหลักเกณฑ์และราคามาตรฐาน ส่วน TOR ต้องเปิดให้มีการแข่งขัน สิ่งที่ท้องถิ่นต้องการคือการลดต้นทุนด้านพลังงาน หากประหยัดค่าน้ำมันหรือค่าไฟได้ เงินส่วนที่เหลือก็สามารถนำกลับไปดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนด้านอื่นได้” ดร.กิตติพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองหลายพรรค  ต่างแสดงจุดยืนสนับสนุนการกระจายอำนาจและบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมองว่าไม่ควรปิดโอกาสโครงการที่ท้องถิ่นตั้งใจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา ผู้บริหารท้องถิ่นแต่ละแห่งได้หารือและเตรียมโครงการอย่างจริงจัง บางแห่งพิจารณาเสนอจัดหารถเพียง 1 คัน หรือเลือกเฉพาะโครงการที่มีความจำเป็นสูงสุด โดยไม่ได้มุ่งเน้นยี่ห้อหรือผลิตภัณฑ์ใด แต่ศึกษาว่าเทคโนโลยีใดสามารถตอบโจทย์ภารกิจ พร้อมเตรียมระบบสถานีชาร์จและโครงสร้างรองรับรถไฟฟ้าควบคู่กัน

ขณะเดียวกัน สถานการณ์พลังงานยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงโดยตรง

ดร.กิตติพงษ์ ยกตัวอย่างว่า หากปัจจุบันท้องถิ่นสามารถจัดเก็บขยะได้ทุกวัน แต่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงจนไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ อาจจำเป็นต้องลดรอบจัดเก็บเหลือ 2 วันต่อครั้ง และหากสถานการณ์รุนแรงอาจกลายเป็น 3-4 วันต่อครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อความสะอาด สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

พร้อมขอให้รัฐบาลแยกประเด็นโครงการพลังงานออกจากกรณีปัญหาทุจริตการสอบบุคลากรท้องถิ่น เนื่องจากเป็นคนละเรื่อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบโดยตรง ขณะที่คดีอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ควรเหมารวมว่าท้องถิ่นทั้งหมดมีปัญหาทุจริตหรือคอร์รัปชัน

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ มีองค์การบริหารส่วนตำบลประมาณ 5,000 แห่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด 77 แห่ง และเทศบาลกว่า 2,700 แห่ง รวมกว่า 7,000 แห่ง หากโครงการด้านพลังงานสามารถกระจายลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพบริการสาธารณะ และส่งผลประโยชน์โดยตรงถึงประชาชนในวงกว้าง

ดร.กิตติพงษ์ จึงเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐบาล กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ทบทวนและสนับสนุนโครงการด้านพลังงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเห็นว่าจากกรอบวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท ควรจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งลงมายังท้องถิ่น เพื่อพัฒนาบริการสาธารณะและลดภาระด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

“อยากให้รัฐบาลเห็นใจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเรามีหน้าที่ดูแลประชาชน ดูแลความสะอาดของบ้านเมือง บริการสาธารณะและความปลอดภัย หากลดต้นทุนด้านพลังงานได้ ก็จะเพิ่มศักยภาพในการดูแลประชาชนมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือการฝ่าวิกฤตพลังงานและช่วยเหลือประชาชน ซึ่งท้องถิ่นคือกลไกที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด” ดร.กิตติพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย