IN NEWS

นายกฯเยือนจีนพบ'สี จิ้นผิง'16-20ก.ค.นี้ จัดลงนามทำเอ็มโอยูไทย-จีนหลายฉบับ



เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น พบปธน.สี หารือทวิภาคีกับนายกฯหลี่ เฉียง/พาณิชย์เร่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผู้ประกอบการไทยในตลาดจีน จัดทำ MOU เชื่อมความร่วมมือทั้งตลาดภายในประเทศ–แพลตฟอร์มออนไลน์/รัฐบาลกระชับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–จีน เห็นชอบร่าง MOU ด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ MSMEs–อุตสาหกรรมแห่งอนาคต/พาณิชย์ยกระดับมาตรฐานชั่งตวงวัดไทย–จีน เร่งปราบเครื่องชั่งผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หนุนการค้าเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล

วันนี้ (วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569) เวลานางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการสานต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่ นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference: WAIC 2026) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งมีนครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับภารกิจที่กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย–จีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

“การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน และความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและคู่ค้าอันดับต้นของไทย อีกทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

พาณิชย์เร่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาฯไทยในตลาดจีน 

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนาม เพื่อเพิ่มช่องทางช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดจีนและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายจัดทำกรอบความร่วมมือทวิภาคีด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยกับจีน เพื่อพัฒนาการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ ทั้งการคุ้มครองสิทธิในตลาดภายในประเทศและการรับมือการละเมิดที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการค้าที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือประกอบด้วย 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การหารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกในการบังคับใช้สิทธิ และการฝึกอบรมรวมถึงพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าของสิทธิและการดำเนินการต่อสินค้าหรือบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเสริมบทบาทเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการประสานความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกรณีเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นที่ได้รับความคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายของจีนแล้ว ควบคู่กับการใช้สิทธิและดำเนินการตามกฎหมายโดยภาคเอกชนเจ้าของสิทธิเอง

ทั้งสองฝ่ายจะกำหนดหน่วยงานระดับกรมเป็นผู้ประสานงานหลัก และสามารถจัดการหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ้นจากการดำเนินความร่วมมือ ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกันตามความเหมาะสม โดยการดำเนินกิจกรรมจะเป็นไปตามความพร้อมด้านงบประมาณ ทรัพยากร กฎหมาย และกฎระเบียบภายในของแต่ละประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบแสดงเจตจำนงร่วมกันและไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาและไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

“รัฐบาลมุ่งยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนและช่องทางออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเสียหายจากการละเมิด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ และสนับสนุนให้สินค้า นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ของไทยสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐฯกระชับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-จีนเสริมศักยภาพMSMEs-อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ ความร่วมมือจะครอบคลุมการจัดตั้งเวทีหารือด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการสร้างงาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยจะเชื่อมโยงกับการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในสาขาที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ MSMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–จีนให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต.

พาณิชย์ยกระดับมาตรฐานชั่งตวงวัดไทย-จีน 

นางสาวลลิดา กล่าวต่ออีกว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านชั่งตวงวัดระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านมาตรฐานการชั่งตวงวัด ป้องกันการจำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างสองประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งยกระดับระบบชั่งตวงวัดของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านระบบกำกับดูแล องค์ความรู้ทางวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และกระบวนการตรวจสอบให้ความเห็นชอบต้นแบบ (Type Approval Process) รวมถึงร่วมกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชั่งตวงวัดจากจีน พัฒนาความร่วมมือด้านการยอมรับร่วมใบรับรองตามระบบขององค์การชั่งตวงวัดระหว่างประเทศ (OIML) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนรายงานผลการทดสอบและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบธุรกิจด้านชั่งตวงวัดของไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) และกำหนดผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในประเด็นที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยได้รับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญของจีน เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลเครื่องชั่งตวงวัดประเภทใหม่ที่มีความสำคัญต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางเทคนิค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานสินค้าของไทยในตลาดระหว่างประเทศ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านชั่งตวงวัดของไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการค้าโลก ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการค้าอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสในระยะยาว.