BANGKOK

กทม.เล็งเปิดจราจรฝั่งขาเข้าวงเวียนใหญ่ ใน19ก.ค.นี้เน้นปลอดภัยสูงสุด



กรุงเทพฯ-กทม. เตรียมเปิดจราจรฝั่งขาเข้า 3 เลน บริเวณวงเวียนใหญ่ 19 ก.ค. นี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติย้ำ เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำรั่วเข้าอุโมงค์ คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด

(18 ก.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์กรณีน้ำรั่วไหลเข้าอุโมงค์โครงการรถไฟฟ้าบริเวณวงเวียนใหญ่ และประชุมร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้รับจ้าง หน่วยงานด้านวิศวกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการโดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

จากการรายงานความคืบหน้า พบว่า สถานการณ์ขณะนี้เริ่มมีเสถียรภาพ โดยได้เติมน้ำลงในอุโมงค์ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างสมดุลแรงดันกับน้ำใต้ดิน ส่งผลให้ไม่มีน้ำรั่วไหลเพิ่มและไม่จำเป็นต้องสูบน้ำออกอีก ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น

ด้านการเสริมความมั่นคงของพื้นที่ ได้ดำเนินการฉีดสารเคมี (Chemical Grouting) แล้วกว่า 1,165 ลูกบาศก์เมตร ผ่านหัวเกราต์ 5 จุด ตั้งแต่ระดับความลึกประมาณ 37 เมตร ถึง 3 เมตรใต้ดิน เพื่อสร้างแนวกำแพงดินที่แข็งแรงรอบอุโมงค์ ลดการไหลกลับของน้ำและเพิ่มความมั่นคงของชั้นดิน

ผลการตรวจวัดการทรุดตัวในช่วง 2 วันที่ผ่านมา พบว่า ไม่มีการทรุดตัวเพิ่ม ขณะที่ผิวถนนเริ่มมีการคืนตัวขึ้นเล็กน้อย และการติดตามพื้นที่ในรัศมี 30 เมตรจากจุดเกิดเหตุยังไม่พบความผิดปกติเพิ่มเติม

สำหรับการจัดการจราจร กรุงเทพมหานครจะ เปิดการจราจรฝั่งขาเข้า มุ่งหน้าสะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้า จำนวน 3 ช่องจราจร ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น. เพื่อทดสอบการเดินรถ ขณะที่ฝั่งขาออกจากสะพานพุทธมุ่งหน้าวงเวียนใหญ่ยังคงปิดการจราจร เนื่องจากต้องใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งเครื่องมือและดำเนินการฉีดเกราต์ต่อเนื่อง พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้เส้นทางเลี่ยง โดยรถจากสะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้า ให้เลี้ยวซ้ายบริเวณแยกบ้านแขกเข้าสู่ถนนอิสรภาพ

นายชัชชาติ กล่าวว่า การเปิดการจราจรเป็นไปตามผลการประเมินของทีมวิศวกรที่เห็นว่าสถานการณ์มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่กรุงเทพมหานครยังคงยึดหลัก "ความปลอดภัยต้องมาก่อน" หากผลการติดตามพบความผิดปกติพร้อมปรับแผนการดำเนินงานทันที โดยจะไม่เร่งเปิดพื้นที่ทั้งหมดจนกว่าจะมั่นใจว่ามีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังสั่งการให้ผู้รับจ้างติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดเพิ่มเติม พร้อมรายงานผลทุกวัน และตรวจติดตามอาคารโดยรอบทุก  2 ชั่วโมง เพื่อประเมินความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ 21 และวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 จะเชิญผู้แทนจากกรมโยธาธิการและผังเมือง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารอพาร์ตเมนต์ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนพิจารณาให้ประชาชนกลับเข้าพักอาศัย

ผู้ว่าฯ ยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้รับเหมาอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณ ซอยลาดหญ้า 1 ซึ่งเป็นเส้นทางลัดสำคัญ โดยห้ามมีรถจอดกีดขวาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายรถ พร้อมประสานการประปานครหลวงติดตามแรงดันท่อประปาอย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุท่อประปาแตกรั่วให้เร่งปิดน้ำทันที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพของชั้นดิน

สำหรับการดูแลประชาชน ขณะนี้มีผู้อยู่อาศัยในอาคารที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงย้ายออกแล้วประมาณ 128 ห้อง ส่วนใหญ่พักอาศัยกับญาติหรือโรงแรม โดยยังมี 1 ห้องที่ไม่สามารถติดต่อได้ และอีก 1 ห้องไม่ประสงค์ย้ายออก ขณะที่ผู้ประกอบการและผู้ค้าบริเวณโดยรอบลงทะเบียนแจ้งความเดือดร้อนแล้ว 61 ราย ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเร่งให้ความช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยในระยะเร่งด่วน ส่วนแนวทางการเยียวยาระยะยาวจะหารือร่วมกับ รฟม. และผู้รับจ้างต่อไป

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินว่า การซ่อมแซมและเฝ้าระวังพื้นที่ในระยะเบื้องต้นอาจใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาน้ำรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ โดยกรุงเทพมหานครจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทุกขั้นตอนโดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญสูงสุด.