LEARNING

อว.-NIAชูผลสำเร็จหลักสูตรPPCILรุ่น8 ดัน5ข้อเสนอชูทุนมนุษย์ปลดล็อกงานวิจัย



กรุงเทพฯ 31 กรกฎาคม 2569-กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดพิธีปิดและนำเสนอผลงาน หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (Public and Private Chief Innovation Leadership : PPCIL) รุ่นที่ 8 ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องตลอด 13 สัปดาห์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ให้สามารถประยุกต์ใช้แนวคิด Policy Innovation, Systems Thinking และ Cross-sector Collaboration ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์สำคัญของหลักสูตรในปีนี้ คือการพัฒนา ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน 5 เรื่อง ที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศ ครอบคลุมการพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่าน Wellness Economy เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศด้วย ฐานคิดนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนพันธกิจของกระทรวง อว. เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งด้านโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชน การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จึงไม่สามารถอาศัยเพียงนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่จำเป็นต้องมี นวัตกรรมเชิงนโยบาย (Policy Innovation)ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไปสู่การออกแบบนโยบายและการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม NIA เชื่อมั่นว่าการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ต้องเริ่มจากการพัฒนาผู้นำ การสร้างเครือข่าย และการส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงนโยบาย หลักสูตร PPCIL จึงไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จริง

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของหลักสูตรในปีนี้ คือ ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน 5 เรื่อง ที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้าง และออกแบบแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยครอบคลุม 3 มิติสำคัญของการพัฒนาประเทศ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ และการสร้างเศรษฐกิจสุขภาวะ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข้อเสนอทั้ง 5 เรื่อง ประกอบด้วย

·3 ข้อเสนอด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ได้แก่ การส่งเสริมการเกิดและคุณภาพชีวิตครอบครัว การปฏิรูประบบการพัฒนาทักษะแรงงานฐานสมรรถนะ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางใจเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน เพื่อยกระดับคุณภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต และเตรียมกำลังคนที่มีศักยภาพสำหรับอนาคต

·1 ข้อเสนอด้านการวิจัยและนวัตกรรม (Research & Innovation) มุ่งปลดล็อกระบบนิเวศงานวิจัยไทย เร่งการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ ยกระดับศักยภาพการวิจัยของประเทศ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

· 1 ข้อเสนอด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) มุ่งยกระดับมาตรฐานและเชื่อมโยงระบบนิเวศ Wellness ของไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาวะระดับนานาชาติ

ข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนการออกแบบนโยบายที่เชื่อมโยงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาคน การสร้างองค์ความรู้ และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

"สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ใช่เพียงข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายทั้ง 5 เรื่อง แต่คือกระบวนการที่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรสามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาบูรณาการร่วมกับประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน จนพัฒนาเป็นข้อเสนอที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การปฏิบัติ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศได้จริง"

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอทั้ง 5 เรื่องไม่ได้เป็นเพียงผลงานของผู้เข้าร่วมหลักสูตร แต่เป็น ต้นแบบของนโยบาย (Policy Prototype) ที่สามารถต่อยอดผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศ NIAจะทำหน้าที่เป็น Platform Builder และ Policy Innovation Platform เชื่อมโยงองค์ความรู้ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อเร่งให้ข้อเสนอที่มีศักยภาพสามารถต่อยอดสู่การทดลองเชิงนโยบาย (Policy Sandbox) การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการผลักดันสู่การใช้ประโยชน์จริง เพราะเราเชื่อว่า 'นวัตกรรมเชิงนโยบาย' คือกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ให้กลายเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายหลังการนำเสนอผลงาน NIAจะเดินหน้าเชื่อมโยงข้อเสนอที่มีศักยภาพกับหน่วยงานเจ้าภาพและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอด ทั้งในรูปแบบการทดลองเชิงนโยบาย (Policy Sandbox) การพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการผลักดันข้อเสนอไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

"ความสำเร็จของ PPCIL ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้สำเร็จการอบรม แต่คือการสร้างผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการกำหนดนโยบายสาธารณะ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีทรัพยากรมากเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างคน สร้างนโยบาย และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยง คนองค์ความรู้ เครือข่าย และนโยบาย เพื่อผลักดันนวัตกรรมเชิงนโยบายให้เกิดการนำไปใช้จริง พร้อมใช้ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย