POLITICS
ขุมทรัพย์แห่งกบินทร์บุรีจากเหมืองทองคำ ถึงผู้มีอำนาจ'ให้ซ้ำรอยหรือปกป้อง?
ปราจีนบุรี-เสียงเครื่องจักรกลหนักที่เคยทำงานในพื้นที่บ้านบุเสี้ยว ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี บัดนี้เงียบสงบลงแล้ว... ทิ้งไว้เพียงร่องรอยการปรับหน้าดินและร่องบ่อขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 50 ไร่ ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในท้องถิ่นที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ
มานิตย์ สนับบุญ รายงานจาก จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ภาครัฐหลายหน่วยงาน นำโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี กอ.รมน. สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยเจ้าอาวาสวัดหนองไผ่ล้อม ได้ลงพื้นที่สืบพิกัดบริเวณ บ้านบุเสี้ยว หมู่ 7 ตำบลบ้านนา หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการแอบอ้างหรือขุดเจาะชั้นดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ซ้ำยังต้องเร่งตรวจสอบความชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นขอบเขตที่ดินของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์หรือไม่?

ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่สุ่มเก็บตัวอย่างดินเพื่อส่งตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนของ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 นักเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่าง นายสุนทร คมคาย (เกษตรแหลม) ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ออ.กบินทร์บุรี รวมถึงสื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่าง นายไทกร พลสุวรรณ ได้ลงพื้นที่ตั้งข้อสังเกตถึงการย้ายเครื่องจักรออกก่อนที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นจะมาถึง
ขณะเดียวกัน ภาพชาวบ้านบางส่วนที่ออกมาร่อนหาเศษเกล็ดทองคำตามแหล่งน้ำและกองขี้แร่โดยใช้เครื่องมือเรียกว่า “เรียง” อันเป็นภูมิปัญญาร่อนแร่แบบง่าย ๆ เพื่อเตรียมร่อนหา “ทองคำ”ที่หลงเหลือ สะท้อนให้เห็นว่าแผ่นดินแห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยสายแร่ธรรมชาติที่ทรงคุณค่า ท่ามกลางคำถามสำคัญของสังคมว่า ใครกันแน่คือกลุ่มทุนเบื้องหลังการเปิดหน้าดินในครั้งนี้ และเป็นกลุ่มทุนจากที่ใดที่พยายามเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากสมบัติของชาติ
บาดแผลและร่องรอยการขุดเจาะดินที่บ้านบุเสี้ยวในวันนี้ แท้จริงแล้วคือการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปกว่า 150 ปี เพราะพื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแนวสายแร่ทองคำธรรมชาติ ซึ่งทอดตัวห่างจาก "เหมืองทองคำโบราณบ้านบ่อทอง" เพียงแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น

โดย อำเภอกบินทร์บุรีได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นดินแดนอันมั่งคั่งด้วยทรัพยากร ทั้งแร่ทองคำเหลืองอร่ามและสายแร่ทองคำขาว …
• จุดเริ่มต้น "บ่อสำอาง" (พ.ศ. 2416): ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) วิศวกรหนุ่มที่จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เดินทางมาบุกเบิกการทำเหมืองทองคำแบบเปิด จนเกิดเป็นร่องรอยบ่อน้ำขนาดใหญ่กว้าง 20 เมตร ยาว 50 เมตร ที่ชาวบ้านเรียกว่า "บ่อสำอาง" ก่อนที่ต่อมาท่านจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองปราจีนบุรี (พ.ศ. 2419)
• ยุคสัมปทานต่างชาติ: หลังสิ้นยุคพระปรีชากลการ มีกลุ่มบริษัทต่างชาติ เช่น The Kabin Syndicate of Siam และ Societe des Mines de Kabin เข้ามารับสัมปทานและเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทำเหมืองอุโมงค์ใต้ดิน เกิดเป็นปล่องเหมืองโบราณอย่าง บ่อมะเดื่อ บ่อกว้าน และบ่อหมาก
• ตำนานขุมทรัพย์ตกหล่นและปรากฏการณ์ทองแตก (พ.ศ. 2524): มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า ในช่วงที่ช่างทองยุคโบราณหลบหนีได้ทำแม่พิมพ์หลอมทองแตก ทำให้ทองคำไหลตกหล่นตามแนวเขา จนกระทั่งในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2524 นายฉลอง เสนาะถ้อย ขณะเลี้ยงควายกลางท้องนา ได้บังเอิญพบก้อนทองคำบริสุทธิ์ถึง 2 ก้อน นำไปสู่กระแสชาวบ้านตื่นทองแห่กันมาขุดร่อนทองคำทั่วพื้นที่กบินทร์บุรี
บทเรียนจากอดีตชี้ให้เห็นว่า “ดินแดนสุวรรณภูมิ-ดินแดนแห่งทองคำ” แห่งนี้ เป็นที่หมายตาของทุนต่างชาติมายาวนาน การเข้ามาอ้างเทคโนโลยีและความเจริญในอดีต บางครั้งคือยุทธวิธีในการขอดักเก็บผลประโยชน์และทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่ากลับไป
แม้เวลาจะผ่านไปหลายยุคสมัย แต่ชาวบ้านในพื้นที่บ้านบุเสี้ยวและบ้านบ่อทอง ยังคงใช้วิธีภูมิปัญญาดั้งเดิมในการขุดหลุมตามคลองธรรมชาติอย่างห้วยทรายหรือคลองหางหมู เพื่อร่อนหาทองคำ ซึ่งมักพบใน 2 ลักษณะ คือ
ลักษณะก้อนคล้ายหยดเทียน: ทองคำที่เคยผ่านกระบวนการหล่อหลอมในอดีตแล้วตกหล่น ลักษณะเกล็ดเล็กหรือแผ่นบาง: เศษแร่ทองคำธรรมชาติที่ทับถมอยู่ในชั้นดิน
นอกจากนี้ ในอดีตนโยบายภาครัฐโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เคยเปิดเผยผลสำรวจว่าพบสายแร่ "ทองคำขาว" ในแหล่งแร่กบินทร์บุรีที่มีความสมบูรณ์สูง ยืนยันว่าผืนดินปราจีนบุรีมั่งคั่งด้วยทรัพย์ในดินอย่างแท้จริง หากเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ในอดีตกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เราจะเห็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำมาฉุกคิด

• การอ้างความเจริญ: ในอดีต ชาติตะวันตกอ้างการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อทำเหมือง ขณะที่ในปัจจุบัน เมืองปราจีนบุรีก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรม และมีแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ซึ่งต้องระมัดระวังไม่ให้การพัฒนาบังหน้าฉากฉวยโอกาสสูบทรัพยากรธรรมชาติ/วัตถุดิบท้องถิ่น-ประเทศ
• รูปแบบการแสวงหาประโยชน์: ในอดีตเป็นการขอสัมปทานโดยตรง แต่ปัจจุบันอาจมาในรูปแบบของ "ภัยเงียบ" หรือกลุ่มทุนที่ใช้ตัวแทนบังหน้า ลักลอบเปิดหน้าดินโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ทำลายทั้งหน้าดินและร่องรอยทางประวัติศาสตร์
• คุณค่าที่สูญเสีย: หากไม่มีการเฝ้าระวัง สิ่งที่จังหวัดปราจีนบุรีต้องสูญเสียอาจไม่ใช่แค่ทรัพยากรแร่ธาตุ แต่คือร่องรอยมรดกทางประวัติศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ไม่อาจประเมินค่าได้
เหตุการณ์ตรวจสอบการลักลอบขุดหน้าดินที่บ้านบุเสี้ยวครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการตรวจสอบข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2560 เท่านั้น แต่คือ "สัญญาณเตือนภัย" ที่กระตุ้นให้ประชาชนชาวปราจีนบุรีและสังคมไทย หันมาให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และสมบัติของชาติ
• ต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งพิสูจน์ผลตรวจดิน ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินวัด และดำเนินคดีกับกลุ่มทุนเบื้องหลังอย่างจริงจัง
• ต้องอนุรักษ์เป็นมรดกเรียนรู้: ควรเร่งส่งเสริมพิพิธภัณฑ์เหมืองทองคำบ้านบ่อทอง ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้คนรุ่นหลังเกิดความภาคภูมิใจและช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
บทเรียนประวัติศาสตร์เหมืองทองคำกบินทร์บุรีได้เตือนใจเราเสมอว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมกับการเคารพประวัติศาสตร์ และการปกป้องสมบัติของแผ่นดินไว้ให้คงอยู่สืบไป
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
1.หนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จังหวัดปราจีนบุรี (จัดพิมพ์ พ.ศ. 2542), หน้า 3/51 - 3/52.
2.เอกสารเศรษฐกิจธรณีวิทยา เล่มที่ 25 กรมทรัพยากรธรณี.
มานิตย์ สนับบุญ-รายงาน/ ณัฐนันท์(แสงดาว) – ภาพ/ปราจีนบุรี
