IN NEWS

อนุมัติข้อตกลงรับการเยือนผู้นำเมียนมา 6-7ส.ค.นี้ทั้งแก้น้ำ-ยาเสพติด-แรงงาน



กรุงเทพฯ-มติคณะรัฐมนตรีอนุมัติเตรียมรับการเยือนของผู้นำเมียนมเรื่องแรกครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-เมียนมา กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน/ รัฐบาลเดินหน้ากลไกไทย–เมียนมา ตั้งคณะทำงานร่วมบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดนและแม่น้ำข้ามแดนอย่างเป็นระบบ/ อนุมัติ 16 ล้านบาท เสริมแนวสกัดกั้นยาเสพติดร่วม 3 ประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมา ลาว และเวียดนาม มุ่งตัดสารตั้งต้น–ทำลายเครือข่ายค้ายาข้ามชาติก่อนเข้าสู่ไทย/ครม. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ด้านแรงงานระหว่างไทยกับเมียนมาฉบับปรับปรุง พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามเพื่อส่งเสริมการจ้างแรงงานข้ามชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย คุ้มครองสิทธิแรงงาน ป้องกันการค้ามนุษย์ และแก้ปัญหาการจ้างงานผิดกฎหมาย

ครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-เมียนมา กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน

วันที่ (5 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569  ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย-สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย-สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน อีกทั้งยังเป็น การส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก รวมทั้งให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ กับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการด้วย

“ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน” นางสาวรัชดาระบุ

รัฐบาลเดินหน้ากลไกไทย–เมียนมา ตั้งคณะทำงานร่วมบริหารจัดการคุณภาพน้ำ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ หรือ TOR ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานร่วมดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรม

การจัดตั้งคณะทำงานร่วมจะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ

“ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง การมีกลไกทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมาจะช่วยให้การติดตามข้อมูล การแจ้งเตือน และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีทิศทางเดียวกัน และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ถ้อยคำใน TOR ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้การจัดตั้งและขับเคลื่อนคณะทำงานร่วมเป็นไปอย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแหล่งน้ำและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน.

ครม. อนุมัติ 16 ล้านบาท เสริมแนวสกัดกั้นยาเสพติดร่วม 3 ประเทศ

นางสาวลลิดา กล่าวต่อไปอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 16 ล้านบาท ตามที่กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือสำนักงาน ป.ป.ส. เสนอ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับเมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม ในการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ รวมทั้งปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง ก่อนลักลอบเข้าสู่ชายแดนและพื้นที่ตอนในของประเทศไทย

ปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยพื้นที่ดังกล่าวได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ขนาดใหญ่ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และมีความพยายามใช้ประเทศไทยเป็นทั้งจุดผ่านและจุดหมายปลายทาง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างแนวสกัดกั้นนอกประเทศ ควบคู่กับการปราบปรามภายในประเทศ เพื่อลดปริมาณยาเสพติดที่อาจหลุดรอดเข้าสู่ชุมชน

สำหรับกรอบการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ โดยเพิ่มประสิทธิภาพด่าน จุดตรวจ และจุดสกัดตามเส้นทางคมนาคมและแนวชายแดน การป้องกันและบำบัดรักษา โดยเสริมความเข้มแข็งให้หมู่บ้านและชุมชนตามแนวชายแดนมีส่วนร่วมเฝ้าระวังยาเสพติด และการพัฒนาศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย ให้เป็นกลไกกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานปฏิบัติการร่วมกัน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวจะนำไปสนับสนุนภารกิจที่จำเป็นของแต่ละประเทศ อาทิ การปฏิบัติการร่วมในพื้นที่เสี่ยง การสนับสนุนชุดปฏิบัติการสกัดกั้น ค่าน้ำมัน อุปกรณ์ตรวจสารเคมี ชุดตรวจยาเสพติด การพัฒนาระบบตรวจพิสูจน์ และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับและหยุดยั้งยาเสพติดก่อนเข้าสู่ประเทศไทย

ในส่วนของเมียนมา จะสนับสนุนการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดแบบทวิภาคีและปฏิบัติการร่วมในพื้นที่สำคัญ เช่น มัณฑะเลย์ พะโค ย่างกุ้ง และรัฐฉานตะวันออก รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ตรวจสารเคมีและการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการจัดการสารเคมี ขณะที่ สปป.ลาว จะเน้นการสนับสนุนชุดปฏิบัติการสกัดกั้นตามแนวชายแดนและการดำเนินโครงการหมู่บ้านคู่ขนานหรือหมู่บ้านสีขาว ส่วนเวียดนามจะมุ่งพัฒนาการควบคุมสารตั้งต้น การตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และศักยภาพของเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย

คณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้เลขาธิการ ป.ป.ส. มีอำนาจพิจารณาอนุมัติโครงการ แผนงาน และกิจกรรมภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวและสอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมอนุมัติแนวทางการโอนเงินสนับสนุนเมียนมาผ่านกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ในกรณีที่การโอนเงินโดยตรงเกิดข้อขัดข้อง โดยต้องดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ทางการเงินอย่างเคร่งครัด

ครม. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลง ด้านแรงงานไทยกับเมียนมาฉบับปรับปรุง

ด้าน ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และ บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อปรับปรุงกรอบความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้เป็นไปตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและเมียนมามีความร่วมมือด้านแรงงานมาตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้บันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงเป็นกลไกในการจัดส่งแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และทำให้การบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ได้กำหนดให้กระทรวงแรงงานของทั้งสองประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน พร้อมขยายความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมและการประชุมติดตามความคืบหน้าเป็นประจำ เพื่อให้การดำเนินงานของทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วน บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน กำหนดหลักเกณฑ์การจ้างงานที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดส่งแรงงาน การทำสัญญาจ้าง การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง การออกใบอนุญาตทำงาน การคุ้มครองสิทธิแรงงานตามกฎหมายของประเทศผู้รับ การระงับข้อพิพาท และการส่งแรงงานกลับประเทศเมื่อครบกำหนดสัญญา รวมทั้งกำหนดแนวทางความร่วมมือในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และการจ้างงานผิดกฎหมาย เพื่อให้แรงงานได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และนายจ้างสามารถจ้างแรงงานผ่านระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ จะช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแรงงานผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่ยังมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงาน นายจ้าง และทั้งสองประเทศในระยะยาว