IN NEWS
สรุปผลประชุมครม.5ส.ค.8ประเด็นสำคัญ ‘รถไฟฟ้าสงขลา-อ่างน้ำวังโตนด-ลาบวช'
กรุงเทพฯ-สรุปมติครม.วันนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ ครม. เห็นชอบแผนบริหารทรัพยากรทะเล–ชายฝั่งแห่งชาติ ตั้งเป้าคุ้มครองพื้นที่ทะเลไม่น้อยกว่า 30% ฟื้นฟูป่าชายเลน–เร่งแก้กัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ/ครม.อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 (Gastech 2026)/ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยไม่ถือเป็นวันลา/ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา/ครม. มีมติอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี วงเงิน 7.2 พันล้านบาท เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำภาคตะวันออก รองรับการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร และการพัฒนา EECพร้อมย้ำการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่การดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม/ครม. เห็นชอบโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง แก้ท่วมเมืองเพชรบุรีถาวร/การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านกฎหมาย การศึกษา สาธารณสุข การจ้างงาน และบริการภาครัฐ เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและการเข้าถึงสิทธิของประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรมและครม. รับทราบข้อสังเกตของ UN ตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ยกระดับสตรี แก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติและการคุกคาม
ครม. เห็นชอบแผนบริหารทรัพยากรทะเล–ชายฝั่งแห่งชาติ ตั้งเป้าคุ้มครองพื้นที่ทะเลไม่น้อยกว่า 30%
วันนี้ (5 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อเป็นกรอบบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน พร้อมรับมือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง มลพิษทางทะเล และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แผนดังกล่าวกำหนดวิสัยทัศน์ให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยมีความอุดมสมบูรณ์ สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ทางทะเลประเทศไทย การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนที่คงสภาพและมีความสมบูรณ์ การกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งให้ครอบคลุม 40 ระบบหาด และยกระดับดัชนีคุณภาพมหาสมุทรของประเทศไทยให้ไม่น้อยกว่า 75 คะแนน
“แผนฉบับนี้ไม่ได้มองทะเลและชายฝั่งเฉพาะในมิติการอนุรักษ์ แต่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจชุมชน การประมง การท่องเที่ยว และความมั่นคงของประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศไว้ให้คนรุ่นต่อไป” นางสาวลลิดากล่าว
สำหรับแนวทางดำเนินงานประกอบด้วยแผนย่อย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงินบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือและกลไกการบริหารจัดการแบบบูรณาการ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล
ในด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟู จะเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและเฝ้าระวัง ฟื้นฟูป่าชายเลน แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล สนับสนุนกิจกรรมธนาคารสัตว์น้ำ และผลักดันพื้นที่คุ้มครองหรือมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ
ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน จะส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอย่างรับผิดชอบ พัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการประมงอย่างยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะทะเลและมลพิษ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น การนำขยะทะเลคืนฝั่งโดยเรือประมง ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยคุณภาพน้ำทะเล ตลอดจนการบริหารจัดการของเสียจากกิจกรรมท่องเที่ยวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว ปะการัง และป่าชายเลน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า แผนยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ทั้งการก่อสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างป้องกัน การเสริมทรายและดักตะกอนทราย การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแหล่งทรายธรรมชาติ รวมถึงการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติในพื้นที่ชายฝั่ง
ขณะเดียวกัน จะเสริมบทบาทคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดใน 24 จังหวัดชายทะเล สนับสนุนชุมชนชายฝั่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลและระบบติดตามประเมินผล เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของแผนอย่างต่อเนื่อง
“รัฐบาลย้ำว่าการดูแลทะเลและชายฝั่งต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน นักวิชาการ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่เป็นเพียงโครงการระยะสั้น แต่เกิดผลต่อเนื่องและตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์ เศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งประสานแผนและการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ พร้อมเร่งจัดทำนโยบายและแผนฉบับต่อไปให้แล้วเสร็จก่อนแผนปัจจุบันสิ้นสุด เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศมีความต่อเนื่องและเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว.
ครม.อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงาน Gastech 2026
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 (Gastech 2026) สำหรับการจัดงานประชุม Gastech ถือเป็นงานประชุมเชิงวิชาการและงานแสดงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานที่ใหญ่ระดับโลกงานหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแลกเปลี่ยนนโยบายระหว่างผู้นำทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงานและนักลงทุนจากทั่วโลก ในหัวข้อการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลวเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech ล้วนเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเป็นผู้นำด้านพลังงาน เช่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งการจัดงาน Gastech ครั้งล่าสุดได้จัดขึ้นที่ประเทศอิตาลีเมื่อปี 2025 โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน จาก 150 ประเทศ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้ยื่นเอกสารประมูลสิทธิและเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 โดยประเทศไทยได้รับการตอบรับให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 และ พน. จะเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ในการจัดงานดังกล่าว โดยมีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากต่างประเทศและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศประมาณ 50 คน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงาน และนักลงทุนจาก 150 ประเทศทั่วโลก เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าวประมาณ 50,000 คน
ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 พน. จึงเห็นควรเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติฯ ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการอำนวยการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านพิธีการและอำนวยการ ด้านประชาสัมพันธ์ และด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจร โดยคณะกรรมการระดับชาติ ฯ จะประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธานกรรมการ เป็นต้น
ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการทุก ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท โดยไม่ถือเป็นวันลา
นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. จำนวน 48 รูป ระหว่างวันที่ 8 - 22 สิงหาคม 2569 ระยะเวลารวม 15 วัน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 47 รูป ระหว่างวันที่ 17 - 24 กันยายน 2569 ระยะเวลารวม 8 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลาเสมือนเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงาน และได้รับเงินเดือนตามปกติ
ครม.อนุมัติหลักการร่างพรฏ.ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้ง ให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป และให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เป็นการกำหนดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีการดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดพิษณุโลก เพื่อดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง (Monorail) โดยมี ระยะทางรวม 12.54 กิโลเมตร 12 สถานี มีโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ และจุดเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง 3 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้รูปแบบสถานี มีลักษณะสถานีเป็น 3 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่คร่อมเกาะกลางถนน จัดให้มีพื้นที่รองรับความต้องการเดินทางและเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งจากยานพาหนะประเภทต่าง ๆ รวมถึงรองรับปริมาณผู้โดยสารจากพื้นที่โดยรอบเมืองหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง โดยได้ออกแบบ จุดเชื่อมต่อการเดินทาง สำหรับพื้นที่สำหรับจอดและรับ - ส่ง และพื้นที่สำหรับจอดแล้วจร รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่โรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ไว้ 1 แห่ง บริเวณสถานีคลองหวะ ทั้งนี้ คณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว และเป็นไปตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
ครม. มีมติอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี วงเงิน 7.2 พันล้านบาท
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรอบวงเงินงบประมาณ 7,200 ล้านบาท กำหนดแผนดำเนินงาน 7 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2576) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของภาคตะวันออก รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของภาคประชาชน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนเสริมศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกในระยะยาว โดยโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 38 โครงการสำคัญ ตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการพัฒนา EEC
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีกำชับให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติให้ถูกต้องก่อนดำเนินการก่อสร้าง รวมทั้งให้ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น และปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบในหลักการให้กรมชลประทานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชนบท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ พร้อมให้กรมชลประทานจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ครม. เห็นชอบโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน “โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี” กรอบวงเงินงบประมาณรวม 14,700 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2579) พร้อมอนุมัติผ่อนผันยกเว้นมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเปิดทางให้ดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย
โครงการนี้เป็นการปรับปรุงและขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ รวมระยะทาง 38.92 กิโลเมตร ตั้งแต่เหนือเขื่อนเพชร อ.ท่ายาง จนถึงจุดระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยที่ อ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย และช่วยเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน อีกทั้งยังช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 33,690 ไร่
อย่างไรก็ดี เนื่องจากจุดระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยต้องผ่านพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 162 ไร่ ที่ประชุม ครม. จึงอนุมัติยกเว้นมติ ครม. เดิมที่ห้ามใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลน โดยมีเงื่อนไขให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและติดตามเรื่องผลกระทบของระบบนิเวศอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ครม. ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดกระบวนการจัดหาที่ดิน การจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรม และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
รับทราบยกระดับกฎหมาย-บริการรัฐ คุ้มครองสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ หลังรวบรวมผลการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายและการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศต่อไป
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนการขับเคลื่อนของหน่วยงานภาครัฐในหลายมิติ ทั้งการพัฒนากฎหมาย การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณะ การศึกษา การสาธารณสุข การจ้างงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอภาค
ในด้านกฎหมาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดทำคู่มือและแบบรายการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศสภาพ พร้อมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ขณะที่ กระทรวงยุติธรรม ได้ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม และอยู่ระหว่างทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น
ด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศไว้ในหลักสูตรแกนกลาง ดำเนินมาตรการ "สถานศึกษาปลอดภัย 3 ป." พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1579 และจัดให้มีครูแนะแนวและนักจิตวิทยาในสถานศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเคารพความแตกต่างของผู้เรียนทุกคน ขณะที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการศึกษาและการทำงานที่เปิดกว้างและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาคู่มือ "สุขภาพดีไม่มีเพศ" จัดบริการให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ข้ามเพศและบริการด้านฮอร์โมน ขณะที่ กรุงเทพมหานคร ได้จัดตั้ง BKK Pride Clinic จำนวน 31 แห่ง ให้บริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมพัฒนาห้องสุขาสำหรับทุกคน (Restroom for All) และจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างต่อเนื่อง
ด้านแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ส่งเสริมการจ้างงานที่ไม่เลือกปฏิบัติ พัฒนาสถานประกอบการต้นแบบที่เคารพความหลากหลายทางเพศ และผลักดันการปรับปรุงสวัสดิการแรงงานให้ครอบคลุมผู้มีความหลากหลายทางเพศมากยิ่งขึ้น ส่วน กระทรวงวัฒนธรรม และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สนับสนุนการจัดกิจกรรม Pride และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมความเสมอภาคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยจะนำข้อเสนอและผลการศึกษามาใช้ประกอบการพัฒนานโยบายและการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิ โอกาส และบริการของรัฐได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้หลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่เลือกปฏิบัติ
ครม. รับทราบข้อสังเกตของ UNตามอนุสัญญาว่าการเลือกปฏิบัติต่อสตรี
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อไปว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อสังเกตโดยสรุปจากคณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ของสหประชาชาติ พร้อมอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนข้อเสนอแนะเร่งด่วน เพื่อรายงานผลกลับไปยัง UN ภายในเดือนมิถุนายน 2570
สำหรับข้อเสนอแนะที่ไทยจะดำเนินการตามข้อสังเกต คือ การปรับแก้กฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ กำหนดนิยามการเลือกปฏิบัติต่อสตรีให้ครอบคลุมทั้งทางตรง ทางอ้อม , การเพิ่มบทบาทสตรีในกระบวนการเจรจาสันติภาพและการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ , เร่งรัดยกเลิกความผิดทางอาญาต่อสตรีที่ค้าประเวณี เพื่อคุ้มครองจากการถูกตีตรา พร้อมจัดมาตรการรองรับสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ , ปราบปรามการคุกคามทางเพศ ทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์ และส่งเสริมสตรีในฐานะผู้นำเศรษฐกิจนวัตกรรม
