LEARNING
'ประเสริฐ'ลุยพลิกโฉมอาชีวศึกษาตั้งเป้า ผลิตกำลังคนป้อนEEC
กรุงเทพฯ-วันนี้ (5 สิงหาคม 2569) เวลา 10.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "ขับเคลื่อนทิศทางอาชีวศึกษาไทย สู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ" ในการอบรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารสถานศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยมีนายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายยศยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะผู้บริหาร สอศ. พร้อมด้วยผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา และผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟังทิศทางนโยบายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 462 ราย ณ โรงแรมภูสักธารรีสอร์ท จังหวัดนครนายก
รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันโลกและสังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าสู่ระบบการศึกษาน้อยลง ผนวกกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาพลิกโฉมตลาดแรงงานและทดแทนงานรูปแบบเดิม ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การผลิตกำลังคน โดยมุ่งผลักดันและยกระดับ "อาชีวศึกษา" ให้ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
“ศธ. ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในการปรับสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพต่อสายสามัญให้เป็น 45:55 พร้อมยกระดับวิสัยทัศน์ใหม่ว่า "อาชีวศึกษาต้องไม่ใช่ทางเลือกสำรอง แต่ต้องเป็นทางหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จ" เพื่อเร่งผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งล้วนต้องการช่างเทคนิควิชาชีพจำนวนมากในแต่ละปี” รมว.ศธ. กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดการศึกษาตอบโจทย์ภาคเอกชนอย่างแท้จริง ศธ. ได้เตรียมเดินหน้าผลักดันระบบทวิภาคี (Dual Vocational Training) อย่างเต็มรูปแบบผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ประกอบด้วย การกำหนดมาตรฐานสมรรถนะวิชาชีพร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การจัดทำมาตรฐานชั่วโมงการฝึกงานโดยกำหนดสัดส่วนการเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศเพื่อให้ผู้เรียนพร้อมทำงานได้ทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา รวมไปถึงการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษา ผ่านการมอบสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทน ตลอดจนการเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายแรงงานเพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุ้มครองผู้เรียนระหว่างการฝึกปฏิบัติงานอย่างครอบคลุม
รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายโดยฝากถึงผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ให้ปรับเปลี่ยนบทบาทตนเองเป็น "CEO ด้านทุนมนุษย์" ที่ต้องมองความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ให้ออก บริหารจัดการและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven) ตลอดจนเดินหน้าสร้างเครือข่าย (Networking) กับภาคประกอบการอย่างเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันยกระดับอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล และเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจต่อไป
