POLITICS
ราชทัณฑ์แจง'แดนสนธยาตรวจสอบยาก' ยันมุ่งแก้ไขฟื้นฟูและรับข้อเสนอของกสม.
กรุงเทพฯ-กรมราชทัณฑ์ยัน "ระบบกรองพฤตินิสัยยุคใหม่" มุ่งแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง วอนล้างภาพจำเรือนจำยุคเก่าและ“ราชทัณฑ์ชี้แจ้งได้จัดสรรพื้นที่ควบคุม มุ่งลดความแออัดตามมาตรฐานสากล พร้อมรับข้อเสนอ กสม. คุ้มครองสิทธิผู้ต้องขัง”ตามที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีการย้ายและกระจายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำต่าง ๆ จนนำไปสู่ความกังวลใจของญาติและสังคม นั้น
ตามที่ปรากฏกรณีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการแสดงความคิดเห็นพาดพิงถึงกรมราชทัณฑ์ในลักษณะที่ระบุว่าเป็น “แดนสนธยา ตรวจสอบยาก” เป็นแหล่งยกระดับอาชญากร และ ไม่สามารถพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังได้ มีการปล่อยตัวผู้พ้นโทษกลับสู่สังคมโดยไม่มีการคัดกรอง นั้น
กรมราชทัณฑ์ขอเรียนชี้แจงทำความเข้าใจว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยโครงสร้างการบริหารงานเรือนจำยุคใหม่มีการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล “ข้อกำหนดแมนเดลา” (Mandela Rules) และมีกระบวนการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังอย่างเป็นระบบ มีการประเมินสุขภาพจิต พฤติกรรมความเสี่ยงและแนวโน้มการกระทำผิดซ้ำตามหลักวิชาการ โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทาง มิใช่การใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลในการพิจารณาปล่อยตัวหรือลดโทษแต่อย่างใด ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาคุณธรรมและจิตใจ การฝึกอบรมทักษะวิชาชีพ การสร้างวินัย การปรับเปลี่ยนทัศนคติ ตลอดจนการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตภายหลังพ้นโทษ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถประกอบอาชีพสุจริตและดำรงชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างเหมาะสม โดยสิทธิและประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ต้องขังได้รับตามกฎหมายและระเบียบราชการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแรงจูงใจในการปรับปรุงแก้ไขตนเองและสนับสนุนกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัย มิใช่เป็นการผ่อนปรนโดยปราศจากหลักเกณฑ์ ซึ่งสถิติตัวเลขแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยสามารถออกไปประกอบอาชีพสุจริตและไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก สำหรับผู้ต้องขังที่มีพฤติการณ์หรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของสังคม
ก่อนการปล่อยตัวจะมีการประเมินความเสี่ยงและจัดทำข้อมูลเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานในพื้นที่นำไปใช้ในการติดตาม ดูแล เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและสร้างความปลอดภัยแก่สังคม
ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์เห็นว่าการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำมิใช่ภารกิจของหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด หากแต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสังคม ในการร่วมกันสนับสนุนการคืนคนดีสู่สังคม และสร้างโอกาสให้ผู้พ้นโทษสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นคงอันจะเป็นการลดโอกาสการหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอย่างยั่งยืน
กรมราชทัณฑ์จึงขอให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจถึงภารกิจในการดำเนินงาน ซึ่งมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคมกับการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดที่สามารถปรับปรุงแก้ไขตนเองได้กลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคม พร้อมทั้งยินดีน้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น และคำติชมเพื่อนำไปพัฒนาการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนต่อไป
ราชทัณฑ์จัดสรรพื้นที่ควบคุม มุ่งลดความแออัดตามมาตรฐานสากล รับข้อเสนอกสม. คุ้มครองสิทธิผู้ต้องขัง
กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นกระบวนการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในช่วงที่มีการจัดระเบียบเพื่อปฏิบัติตามนโยบายเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี นำร่อง (Hub) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงยุติธรรมโดยให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ควบคุมผู้ต้องขังระหว่างสอบสวน ระหว่างไต่สวน-พิจารณา ในคดีทั่วไปและคดียาเสพติดให้โทษ เพื่อแยกประเภทผู้ต้องขังตาม “ข้อกำหนดแมนเดลลา” (The Mandela Rules) มุ่งเน้นการแยกประเภทผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด และเพื่อบริหารจัดการพื้นที่เรือนจำ สืบเนื่องจากการดำเนินการตามนโยบายข้างต้น ส่งผลให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จำเป็นต้องย้ายผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา (ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนดโทษจำคุกแล้ว) และนักโทษ คดีเด็ดขาดแล้วออกเป็นจำนวนสูงถึง 2,200 คน โดยได้ย้ายไปคุมขังยังเรือนจำ/ทัณฑสถานใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเยี่ยมญาติของผู้ต้องขัง และอำนวยความสะดวกในการควบคุมตัวรับ-ส่งผู้ต้องขังไปศาล โดยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ และการย้ายเรือนจำไม่ได้ทำให้สิทธิของผู้ต้องขังลดลงแต่อย่างใด กรมราชทัณฑ์ยังคงคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิการเยี่ยมญาติ และสิทธิการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกเรือนจำทั่วประเทศ ประกอบกับปัจจุบันเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯได้ดำเนินการย้ายระบายผู้ต้องขังคดียาเสพติดฯ ระหว่างพิจารณาคดีไปคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เพื่อเป็นการรระบายผู้ต้องขังที่เกินความจุ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขานรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในกรณีการย้ายผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 กรมราชทัณฑ์จึงได้ดำเนินการประชุมวางแผนเพื่อพิจารณาคัดย้ายผู้ต้องขังดังกล่าว จากเรือนจำกลางบางขวางกลับไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อประโยชน์สูงสุดในกระบวนการยุติธรรมแล้ว
กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่า ทุกขั้นตอนการย้ายผู้ต้องขังเป็นไปตามกรอบอำนาจของกฎหมาย มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาพฤตินิสัย และการเตรียมความพร้อมของผู้ต้องขังในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนกรมราชทัณฑ์ขอให้พี่น้องประชาชนและญาติผู้ต้องขังมีความมั่นใจว่า การบริหารโครงสร้างและกำลังความจุของเรือนจำในทุกขั้นตอน มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานกฎหมายไทยและกฎบัตรสากล เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
