OPINION
มาตราการรัฐคือกุญแจสำคัญทวงคืน ความเชื่อมั่น-ปลอดภัยหวั่นคนไทยหวาดระแวงทั้งสังคม
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคม เสี่ยงทำคน“เครียด - วิตกกังวล - รู้สึกไม่ปลอดภัย” กระทบทั้งสุขภาพจิต - กาย หากปล่อยไว้จะกลายเป็นหวาดระแวงทั้งสังคม แนะ 3 วิธีป้องกันผลกระทบทางใจสำหรับทุกคน พร้อมจี้ภาครัฐ เร่งจัดการปัญหาอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช. ส่วนสื่อควรนำเสนอเนื้อหาอย่างเหมาะสม ไม่เน้นเร้าอารมณ์เกินไป
ดร.ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต สาขาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงเหตุความรุนแรงและการก่อคดีอุกอาจที่เกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรม 5 ศพ กรณีตำรวจขู่ยัดยาบังคับถ่ายคลิปอนาจาร กรณีฉุดหญิงสาวขณะกำลังออกกำลังกายหวังข่มขืนในห้องน้ำสาธารณะ พฤติกรรมโชว์เฟอร์แท็กซี่ควงมีดไล่ไรเดอร์เพราะไม่พอใจเสียงแตร หรือล่าสุด เหตุการณ์กราดยิงในสถานศึกษาว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีโอกาสทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย และ วิตกกังวลในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบางทางสุขภาพจิต อาจกระตุ้นให้มีอาการกำเริบ หรืออาการรุนแรงขึ้นได้ เช่น ผู้ป่วยทางจิตใจ หรือ ผู้ที่เคยเป็นเหยื่อ (รวมถึงครอบครัว) จากเหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งหากรับรู้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่องอาจไปกระตุ้นอารมณ์หรือความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นในอดีตให้กลับมาได้
ดร.ชลาลัย กล่าวว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ จำเป็นต้องมีการดำเนินการป้องกัน ปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายในการจัดการกับเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐในการสร้างความปลอดภัยให้กับคนในสังคม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงกันตลอดไป ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนเองควรนำเสนอข่าวความรุนแรงในสังคมอย่างมีวิจารณญาณตามหลักจรรยาบรรณ และ เน้นการนำเสนอข่าวเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้แก่สังคม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในสังคมต่อไป
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าหลายๆ ครั้ง นอกจากเนื้อหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอแล้ว ในอีกด้านจะมีการนำเสนอเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ในลักษณะกระตุ้นเร้าเชิงอารมณ์ร่วมด้วย เนื่องจากสามารถดึงดูดผู้ชมได้ค่อนข้างมากจากการเหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกร่วมมากขึ้น ทว่า การกระทำเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้รับชมได้
“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันหลายภาคส่วน และ จริงๆ แล้วไม่ควรจะเป็นภาระของคนในสังคมที่ต้องมาคอยดูแลสภาพจิตใจกันเอง ฉะนั้นจึงต้องมีการทำงานของสื่อมวลชนร่วมด้วย รวมถึงภาครัฐ และ ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ควรมีบทบาททำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด” ดร.ชลาลัย กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากการรับรู้เหตุการณ์ความรุนแรงในสังคม สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไล่ลำดับความรุนแรงจากระดับต้น เช่น เกิดความรู้สึกสะเทือนใจ และวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของตัวเอง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ในขณะเดียวกันบางคนอาจมีความรู้สึกเชิงลบที่มากขึ้น เช่น เกิดความรู้สึกกลัว ใจสั่น หรือ ใจเต้นแรง เหงื่อออกตามฝ่ามือ เมื่ออ่านข่าวหรือนึกถึงเหตุการณ์ในข่าว โดยอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเริ่มแสดงออกมาเป็นอาการทางกาย และ ในบางรายที่การเสพข่าวความรุนแรงในสังคมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจค่อนข้างมาก อาจเกิดความวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้นจนส่งผลให้มีพฤติกรรมการแสดงออกที่เปลี่ยนไป เช่น ความอยากอาหารลดลง นอนไม่หลับ ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดอาการวิตกกังวล (Anxiety) หรือ ซึมเศร้า (Depression) ในอนาคตได้
สำหรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตตัวเอง ประกอบด้วย 1. ควรเสพข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคมอย่างมีวิจารณญาณ และพอเหมาะพอควร เช่น หากพบว่าเนื้อหาที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อมีลักษณะที่เน้นการรับรู้เชิงอารมณ์มากเกินไปจนรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมาก ควรจะต้องตระหนักรู้ว่าไม่ควรจะไปรับรู้เนื้อหาในรูปแบบนี้ต่อ แต่ให้เน้นการเสพข่าวที่นำเสนอเหตุการณ์ในเชิงให้ความรู้แก่สังคมแทน
2. หมั่นสำรวจและตระหนักรู้ถึงสภาพจิตใจของตัวเอง หากในระหว่างอ่านข่าวหรือเนื้อหาของเหตุการณ์ความรุนแรงแล้วเกิดความรู้สึกอ่อนไหวง่าย และจัดการอาการเหล่านี้ด้วยตัวเองได้ยาก เช่น แม้จะหยุดการรับรู้ข่าวไปแล้วแต่อารมณ์ยังคงค้างอยู่ในจิตใจอย่างต่อเนื่องยาวนาน อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสภาพจิตใจอาจจะรับมือกับเรื่องราวเหล่านั้นไม่ไหว
3. การตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต เพื่อปรึกษา และรับการดูแลรักษา ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในกรณีที่อาการต่างๆ ทางจิตใจเริ่มส่งผลในทางร่างกายและ การดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาการใจสั่น เหงื่อออกตามฝ่ามือ ตื่นกลัว นอนไม่หลับ หรือตระหนกวิตกกังวลง่าย
“ความวิตกหรืออาการที่เกิดขึ้นจากการรับชมข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงในสังคม หากความรู้สึกวิตกกังวลที่เกิดขึ้นไม่มากจนเกินไป ก็มีแง่มุมที่เป็นประโยชน์ได้ คือ ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยในบางสถานที่ที่อาจมีความสุ่มเสี่ยง และหลีกเลี่ยงที่จะไปในสถานที่ดังกล่าว รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่หากความรู้สึกวิตกกังวลที่เกิดจากการเสพข่าวมีมากจนเกินไปก็จะกลายเป็นความเครียด และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้เสพข่าวมีอาการเหล่านี้และปล่อยไว้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ก็อาจกลายเป็นอาการเครียด วิตกกังวลระยะยาว จนก่อให้เกิดเป็นความหวาดระแวงต่อสังคมได้เช่นกัน” ดร.ชลาลัย กล่าว
สำหรับข่าวเหตุการณ์กราดยิงในสถานศึกษา นอกเหนือจากความสะเทือนใจ ความหวาดกลัว และ ความตื่นตระหนก ซึ่งเป็นผลกระทบวงกว้างที่เกิดขึ้นได้ในสังคม ดร. ชลาลัย ให้คำแนะนำว่า การพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในโรงเรียน ความรู้สึกร่วมของคนในสังคมย่อมมีมาก เนื่องจากเป็นสถานศึกษาควรเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียนทุกคนแต่กลับมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครอง ร่วมถึงตัวนักเรียนเอง อาจมีความหวาดกลัว หวาดระแวง หรือ วิตกกังวลมากยิ่งขึ้นในการไปโรงเรียน เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวที่แต่ละคนต้องจัดการตัวเอง สิ่งสำคัญคือครอบครัวควรสร้างบรรยากาศครอบครัวปลอดภัย เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้สื่อสารถึงความวิตกกังวลใจ ความสะเทือนใจ ความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยซึ่งกันและกันได้ การสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ภายในครอบครัวโดยไม่ตัดสินกันสามารถเป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาสภาพจิตใจร่วมกันในครอบครัวได้
ดร. ชลาลัย เสนอแนะด้วยว่า คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสภาพจิตใจของบุตรหลานอย่างใกล้ชิดว่าได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจจากเหตุการณ์ข่าวความรุนแรงในโรงเรียนมากน้อยแค่ไหน และเมื่อใดก็ตามที่สังเกตเห็นความผิดปกติในระดับอารมณ์ ความรู้สึก และ พฤติกรรมการแสดงออก ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ขอแนะนำให้พาบุตรหลานไปปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือ ผู้ทำงานทางด้านสุขภาพจิต เพื่อที่จะได้รับการรักษาเยียวยาอย่างทันท่วงที
