IN NEWS
รัฐฯผนึก5กระทรวงงัดมาตรการ'ล้อมคอก' ขีดเส้นใน90วัน'โรงเรียนต้องปลอดภัย'
กรุงเทพฯ-รัฐบาลเร่งยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนทั่วประเทศ ผนึก ศธ.-อว.-พม.-รง.-สธ. ลุยคัดกรองสุขภาพจิต–ส่งต่อกลุ่มเสี่ยง–อบรมครูรับมือวิกฤต ไม่ปล่อยผ่าน บูลลี่ พร้อมวางมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติใน 90 วัน
วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมประชุมหารือแนวทางและมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงในโรงเรียน โดยย้ำเป้าหมายให้ “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” ทั้งนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยทางกายควบคู่สุขภาพจิต” เพราะการป้องกันเหตุไม่ได้หมายถึงเพียงการตรวจค้นหรือควบคุมสิ่งผิดกฎหมาย แต่ต้องมีระบบมองเห็นความเสี่ยงของเด็กตั้งแต่ต้น และทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
มาตรการเร่งด่วน เน้นดูแลเด็ก-ครู-ผู้ปกครอง
สำหรับมาตรการระยะเร่งด่วน รัฐบาลกำหนดให้เด็ก นักเรียน ครู และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ โดยจะสนับสนุนการทำงานของบุคลากรด้านสุขภาพจิตและ อาสาสมัครสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อประเมินและดูแลปัญหาเชิงรุก รวมถึงจัดระบบดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่เกิดเหตุอย่างเหมาะสมเมื่อกลับมาเปิดเรียน
ขณะเดียวกัน จะมีการปิดห้องเรียนที่เกิดเหตุ และจัดพื้นที่ให้ผู้ปกครองสามารถติดตามและสังเกตการณ์บุตรหลานในช่วงแรก โดยจัดระบบให้เกิดความปลอดภัยและไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน รวมถึงเปิดทางให้นักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถพิจารณาย้ายสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม
90 วัน วางมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนทั้งประเทศ
รัฐบาลเตรียมจัดทำ “มาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ” ภายใน 90 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบร่วมกันในการดูแลสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่
1. คัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนและครูเป็นประจำ พร้อมระบบส่งต่อผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถึงผู้เชี่ยวชาญ
2. อบรมครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา ให้สามารถสังเกตสัญญาณความเสี่ยง คัดกรองเบื้องต้น และปฐมพยาบาลทางใจได้
3. เปิดช่องทางแจ้งเหตุและปัญหาผ่าน Traffy Fondue เพื่อให้เด็กสามารถแจ้งเรื่องที่ไม่สบายใจหรือเหตุที่ไม่ปลอดภัย และเชื่อมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือ
4. ซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจัง ครอบคลุมสถานการณ์ความเสี่ยงหลายรูปแบบ เพื่อให้ครูและนักเรียนรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ
5. ใช้หลัก Zero Tolerance ต่อการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมรุนแรง ไม่ปล่อยให้ปัญหาถูกมองข้าม
6. คัดกรองบุคคลและสิ่งผิดกฎหมาย ก่อนเข้าสู่สถานศึกษา พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงเรียน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า อีกหัวใจสำคัญคือการสร้างความเข้าใจว่า การขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่าอาย โดยขอให้ผู้ปกครอง ครู และคนใกล้ชิดช่วยกันสังเกตพฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลงของเด็ก หากพบสัญญาณความเสี่ยงควรรีบเข้าสู่ระบบช่วยเหลือ ไม่รอให้ปัญหาลุกลาม
ด้านรองอธิบดีกรมสุขภาพจิตเสนอให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และเครือข่ายผู้ปกครองในการสังเกตและดูแลเด็ก พร้อมขยายระบบ HERO OBEC Care ให้ครอบคลุมโรงเรียนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมโรงเรียน สพฐ. แล้วกว่า 85% เพื่อให้ครูสามารถประเมินและช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้ตรงจุด รวมถึงเน้นการสื่อสารแบบ Two-way Communication สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจสำหรับพูดคุยและขอความช่วยเหลือ แทนการปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหาหรือพึ่งพาการสื่อสารทางเดียว
ด้านกระทรวงศึกษาธิการได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโรงเรียนทุกสังกัดทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจมาตรการความปลอดภัยและเตรียมออกประกาศที่เกี่ยวข้อง ขณะที่กระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเพื่อช่วยดูแลเด็กและครอบครัว รวมถึงเชื่อมโยงการช่วยเหลือผ่านระบบ Traffy Fondue
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้มาตรการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนระบบดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนทั้งประเทศ โดยเฉพาะการทำให้เด็กมีช่องทางขอความช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย มีผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟัง และมีระบบส่งต่อเมื่อพบความเสี่ยง
“โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กกล้าที่จะเรียน กล้าที่จะพูดเมื่อมีปัญหา และมั่นใจว่าจะมีคนช่วยเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย รัฐบาลจะเร่งทำให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและเชื่อมโยงการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็ก ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
