SUSTAINABILITY

ชาวเมืองเก่าผวาน้ำสีดำในลำรางส่งกลิ่น อยู่ข้างโรงงานหลอม อิเล็กทรอนิกส์



ปราจีนบุรี-วันที่ 21 สิงหาคมค 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.ปราจีนบุรี  ได้รับร้องทุกข์จากชาวบ้านว่าพบน้ำในลำรางทุ่งนาข้างโรงหลอมอิเล็กทรอนิกส์พื้นที่รอยต่อระหว่าง หมู่ที่ 9 ต.บ่อทอง และหมู่ที่ 20 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี น้ำมีลักษณะสีดำมีกลิ่นเหม็นซึ่งหาที่มาของแหล่งน้ำไม่พบว่ามาจากที่ใด ชาวบ้านบอกว่าน้ำที่พบอยู่บริเวณนี้ อาจจะไหลซึ่มมาจากโรงหลอมอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ติดกันหรือไม่ไม่สามารถยืนยันได้ ซึ่งน้ำสีดำที่ไหลมาอยู่ในร่องลำรางนี้มีจุดเดียวที่มีความลึกราว 1 เมตรยาว 30 เมตร

นายบุญ แนวสี ชาวบ้านกล่าวว่า น้ำน่าจะมาจากแถวนี้ล่ะมั้งถ้าอยากจะรู้ว่าน้ำไหลมาจากไหนต้องเดินดูว่าน้ำมันไหลมาจากไหน ปกติจะมาหาปลาในท้องทุ่งนี้บ่อย กังวลใจว่ากลัวน้ำเสียนี้จะไหลลงไปในท้องทุ่งแล้วไหลลงไปในสระน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ ที่ใช้น้ำในสระทำน้ำประปาประจำหมู่บ้านจะเป็นตาใช้กันอยู่ไหมน้ำแบบนี้

ด้านนายวิทธวัช ซุยเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 20 กล่าวว่า ครั้งแรกเมื่อปีกลายเริ่มมีกลิ่นเหม็นเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีกลิ่นเหม็นแล้วครับอบต.ผู้ใหญ่บ้านฯร่วมกับทางจังหวัดลงมาตรวจสอบแก้ไขเบื้องต้น น้ำบริเวณนี้พึ่งมาดำเมื่อปีนี้ครับสกปรกมากครับ คล้ายๆกับเป็นสิ่งปฏิกูลจากอุตสาหกรรมครับ ผมสันนิษฐานว่าไม่ได้ปักคำว่ามาจากที่หนึ่งที่ใด แต่บริเวณข้างๆมีโรงหลอมอิเล็กทรอนิกส์ ในฐานะผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 20 คือแหล่งน้ำประปาหมู่บ้านอยู่ใกล้กับจุดน้ำที่มีปัญหานี้มากประมาณ 100 เมตร ซึ่งชาวบ้านใช้น้ำประปาจากสระสาธารณะนี้บริโภคแผนกครัวเรือนประมาณ 3,000 คนพี่จะได้รับสารพิษตัวนี้ถ้าหากน้ำไหลลงในสระน้ำสาธารณะ ทางอบต.นำรถแม็คโครและดินทรายมาปิดทางน้ำที่จะไหลลงสระน้ำประปาหมู่บ้านครับ
ผู้สื่อข่าวรายต่อไปสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดปราจีนบุรีทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การชุมนุ้มใหญ่อย่างยืดเยื้อของ "เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง" บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี  ตั้งแต่วันที่17  สิงหาคมที่ผ่านมาถึงในปัจจุบันนี้

  

 โดยชนวนเหตุสำคัญเกิดจากการคัดค้านนโยบายขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าสู่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งคณะกรรมการนโยบาย EEC ได้เห็นชอบในหลักการไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ทำให้ชาวบ้านกังวลว่าจะยิ่งเข้ามาซ้ำเติมปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เรื้อรังอยู่เดิมให้วิกฤตยิ่งขึ้น 

สรุปสถานการณ์และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านออกมารวมตัวประท้วง มีดังนี้

1. วิกฤตขยะและกากอุตสาหกรรมล้นเมือง
ปราจีนบุรีเผชิญปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและขยะสารเคมีพิษมาอย่างยาวนาน ชาวบ้านรู้สึกว่าจังหวัดกลายเป็น "หลังบ้าน" หรือถังขยะรองรับของเสียอันตรายจากโรงงาน
หากมีการขยายพื้นที่ EEC เข้ามา ชาวบ้านหวั่นใจว่าจะซ้ำรอยบทเรียนพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซีเดิม (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ที่ต้องกลายเป็นแหล่งมลพิษขนาดใหญ่

2. ผลกระทบต่อผืนป่าอนุรักษ์ แหล่งน้ำ และเสี่ยงหลุดมรดกโลก
การคุกคามป่าต้นน้ำ: ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการน้ำปริมาณมาก ส่งผลให้มีแผนที่จะสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มถึง 7 แห่ง ซึ่งจะทับซ้อนและกระทบกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน 

หากโครงการเดินหน้า อาจต้องสูญเสียป่าต้นน้ำในผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ไปกว่า 20,000 ไร่ ซึ่งเสี่ยงทำให้พื้นที่นี้หลุดจากการเป็นมรดกโลก และผลักให้สัตว์ป่าล้นทะลักออกมาหากินในพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านมากขึ้น

3. กระทบฐานทรัพยากร เกษตรอินทรีย์ และสมุนไพร
ชาวปราจีนบุรียืนยันว่าจังหวัดมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองผ่านระบบเศรษฐกิจสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ และการเป็นเมืองสมุนไพรโลก (เช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร)
การนำอุตสาหกรรมหนักเข้ามาจะทำลายอัตลักษณ์และวิถีชีวิตเกษตรกรรมดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งเกิดความกังวลเรื่องการกว้านซื้อที่ดินจากกลุ่มทุนต่างชาติ 

4. กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่โปร่งใส ทางเครือข่ายฯ ระบุว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จัดขึ้นโดยรัฐร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในอดีต ขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง มีการจำกัดเวลาผู้เห็นต่าง และจัดในสถานที่ที่เข้าถึงยาก ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่ารัฐไม่ได้จริงใจในการฟังเสียงประชาชน 

 สถานการณ์ปัจจุบันของการชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมได้รวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 11,207 รายชื่อ ยื่นต่อรัฐบาล แม้ว่าทาง สส. ในพื้นที่ และตัวแทนรัฐบาลจะระบุว่า นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) รับทราบเรื่องและสั่งชะลอการนำปราจีนบุรีเข้า EEC แล้ว แต่ทาง เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยังคงปักหลักชุมนุมอย่างยืดเยื้อ เนื่องจากต้องการหนังสือคำสั่งยกเลิกที่เป็นลายลักษณ์อักษรและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเท่านั้น โดยประกาศว่าจะไม่ยอมถอยจนกว่าจะได้รับเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของปราจีนบุรี