LEARNING
NIAร่วมยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตฯอาหาร ดันSPACE-F Batch7โชว์แกร่งฟู้ดเทค
กรุงเทพฯ 26 สิงหาคม 2569-กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และพันธมิตรชั้นนำจากภาคอุตสาหกรรมอาหารและสถาบันการศึกษา ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และ Foodland Ventures จากไต้หวัน ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อน “SPACE-F Batch 7 – Accelerator Demo Day” เวทีสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของสตาร์ตอัปด้านฟู้ดเทคทั้งไทยและนานาชาติ ที่พร้อมก้าวจากนวัตกรรมสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเชื่อมโยง วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และศักยภาพของภาคธุรกิจ พร้อมผลักดันฟู้ดเทคจาก “นวัตกรรม” สู่ “ธุรกิจที่เติบโตได้จริง” และยกระดับให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engine) ของประเทศไทย

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า FoodTech ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีอาหาร แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม เข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพ โภชนาการ อาหารเพื่อสุขภาพ และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้เศรษฐกิจเวลเนส (Wellness Economy) กลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัตถุดิบอาหาร ภูมิปัญญาท้องถิ่น อุตสาหกรรมอาหาร และฐานการวิจัยที่มีศักยภาพ หากสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และความคล่องตัวของผู้ประกอบการ จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์อาหารและบริการรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ และแข่งขันได้ในตลาดโลก
ทพญ.ศรีญาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของ อว. คือการทำให้ระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสามารถเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจและตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยี การบ่มเพาะผู้ประกอบการ การสร้างต้นแบบและทดสอบตลาด ไปจนถึงการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยน ‘งานวิจัย’ให้เป็น ‘โอกาสทางธุรกิจ’ และเปลี่ยน ‘นวัตกรรม’ ให้เป็น ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจ’ ดังนั้น การสนับสนุนผู้ประกอบการ FoodTech จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ต้องมุ่งสร้างธุรกิจที่สามารถเติบโต ขยายตลาด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ต้องสร้างกลไกที่เชื่อมต่อสตาร์ตอัป นักวิจัย มหาวิทยาลัย นักลงทุน และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง และสามารถขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งความสำเร็จของ SPACE-F นั้น เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรชั้นนำจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ที่ร่วมกันสร้างระบบนิเวศ FoodTech ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การทดสอบตลาด ไปจนถึงการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล
.jpg)
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า วันนี้ FoodTech กำลังเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย ‘อาหาร’ ไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย ‘วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม’ และกำลังกลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยข้อมูลจาก AgFunder ระบุว่า ในปี 2025 การลงทุนใน AgrifoodTech ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 16.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินลงทุนในเทคโนโลยีต้นน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเชิงลึกที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแก้โจทย์สำคัญของระบบอาหารในอนาคต ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรง ทั้งฐานอุตสาหกรรมอาหาร วัตถุดิบทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเชี่ยวชาญด้านอาหาร ตลอดจนมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนที่มีศักยภาพ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เปลี่ยนจาก ‘Kitchen of the World’ สู่ ‘FoodTech Innovation Hub of Asia’ โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยเป็นฐาน และใช้ NIA ในฐานะ Focal Conductor ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน และเครือข่ายนานาชาติ ให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของระบบอาหาร”
นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director - Group Innovation บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เน้นย้ำถึงการสนับสนุนด้านการทดสอบนวัตกรรมว่า "ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสตาร์ตอัปผ่านการทำ Proof of Concept (PoC) อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ขององค์กร เพื่อต่อยอดนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างองค์กรและสตาร์ตอัปจะช่วยเร่งการพัฒนาโซลูชันด้านอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอาหาร และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลกในระยะยาว

รศ. ดร. สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแบ่งปันมุมมองด้านวิชาการและนวัตกรรมว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ เข้ากับการพัฒนานวัตกรรมและสตาร์ตอัป โดย SPACE-F เป็นกลไกที่ช่วยให้งานวิจัยและเทคโนโลยีได้รับการทดสอบ พัฒนา และต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดได้จริง พร้อมเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุน เพื่อสร้างโอกาสในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งพันธมิตรที่สำคัญ คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และการสร้างเครือข่ายว่า “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการประสานพลังจากหลายภาคส่วน ไทยเบฟยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจและการจับคู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อช่วยให้พอร์ตโฟลิโอสตาร์ตอัปในรุ่นนี้สามารถต่อยอดและเข้าถึงช่องทางการตลาดที่หลากหลายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ดร. อัลลัน ลิม หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมเปิด ศูนย์วิจัยและพัฒนาเนสท์เล่ ประเทศสิงคโปร์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมเพื่อผู้บริโภคว่า บททดสอบที่แท้จริงของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่ว่ามันทำงานได้ในห้องปฏิบัติการหรือในสภาพแวดล้อมระดับโครงการนำร่องหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ามันสามารถสร้างคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคในวงกว้างได้หรือไม่ ผ่านโครงการ SPACE-F สตาร์ตอัปจะได้รับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคที่มีอยู่จริง ความเชี่ยวชาญด้านตลาด และขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ได้เรียนรู้จากความคล่องตัวและแนวคิดการทดลองสิ่งใหม่ๆ ของสตาร์ตอัป เราสามารถร่วมมือกันเพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมที่ส่งมอบโภชนาการที่ดีขึ้น ความยั่งยืน และการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารได้
นายวิคเตอร์ เฉิน ซีอีโอ ฟู้ดแลนด์ เวนเจอร์ส กล่าวปิดท้ายในมุมมองของนักลงทุนว่า ในภาวะที่ตลาดทุนทั่วโลกมีความเข้มงวดและชะลอตัว สิ่งที่นักลงทุนมองหาไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่คือโซลูชันที่สามารถสร้างแรงกระทบ (Impact) และขยายขนาดได้จริง SPACE-F Batch 7 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทีมผ่านกระบวนการ PoC ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้สตาร์ตอัปเหล่านี้ฆฆมีความพร้อมสูงในการระดมทุนและสร้างพันธมิตรด้านการลงทุนในเวทีระดับโลก
สำหรับ SPACE-F Batch 7 กลุ่มเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) มีสตาร์ตอัปเข้าร่วม 9 ทีมจาก 6 ประเทศ โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในโครงการ ได้แก่ 1) Terra Bioindustries Inc. ที่อัปไซเคิลของเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง 2) Nucaps และ 3) BeNatureBioLab พัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่และเทคโนโลยีเอนแคปซูเลชันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและประสิทธิภาพของสารสำคัญ 4) Kinava นำเทคโนโลยี HydroThermal Carbonization มาเปลี่ยนขยะอาหารเป็นปุ๋ยชีวภาพ Biochar และก๊าซชีวภาพ 5) ComexSoft ใช้แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ 6) PROTINOS พัฒนาบะหมี่โปรตีนสูงจากไข่ขาวและถั่วเหลือง 7) SicPama พัฒนาแพลตฟอร์มสั่งอาหารและชำระเงินพร้อมระบบ CRM สำหรับธุรกิจร้านอาหาร 8) Kresko RNAtech ประยุกต์ AI และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อพัฒนาสารอาหารจาก RNA สำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และ 9) Agrifreeze พัฒนาเทคโนโลยีแช่แข็งด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร โดยทั้ง 9 ทีม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ FoodTech ที่มุ่งตอบโจทย์ สุขภาพ ความยั่งยืน การลดของเสีย ประสิทธิภาพการผลิต และการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี พร้อมต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าและการเติบโตในประเทศไทยและระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ SPACE-F ได้สร้างผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องตลอด 6 ปีที่ผ่านมา โดยสนับสนุนสตาร์ตอัปมากกว่า 100 ราย จาก 18 ประเทศ และเกิดมูลค่าการระดมทุนรวมกว่า 5,100 ล้านบาท ขณะที่ SPACE-F Batch 7 มีผู้สมัครสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 204 ราย จาก 57 ประเทศ แสดงถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มสำคัญด้าน FoodTech ของภูมิภาคเอเชีย
