ECON & BIZ

เปิดเวที'SME ต้องรอด'ผู้แทนการค้าไทย ชี้FTAใช่แค่Free Tradeแต่เป็นFair Trade



กรุงเทพฯ-ผู้แทนการค้าไทยร่วมเวที “SME ต้องรอด” หนุนเดินเกมใหม่ในโลกการค้าไร้พรมแดน ชี้ FTA ต้องไม่ใช่แค่ Free Trade แต่ต้องเป็น “Fair Trade” ติดอาวุธคนตัวเล็กเติบโตอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เข้าร่วมเสวนาในงานสัมมนาประจำปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “SME ต้องรอด” ภายใต้หัวข้อ “SME เดินเกมใหม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) พร้อมด้วยผู้ประกอบการและผู้นำภาคธุรกิจ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และกำหนดทิศทางการปรับตัวของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทย ท่ามกลางความท้าทายจากกติกาการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

นายวีระพงษ์ ระบุว่า ระบบการค้าโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการแข่งขันด้านนโยบายอุตสาหกรรม มาตรการการค้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องภาษี แต่ขยายไปสู่กติกาความยั่งยืน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และสิทธิแรงงาน ส่งผลให้การออกไปเปิดตลาดต่างประเทศของ SME ไทยไม่สามารถใช้วิธีการลองผิดลองถูกได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำการบ้านอย่างจริงจัง มีข้อมูลเชิงลึก เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า และรู้เท่าทันความต้องการของตลาดเป้าหมาย เพื่อวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการขับเคลื่อนความตกลงการค้าเสรี (FTA) นั้น ผู้แทนการค้าไทยเน้นย้ำว่า FTA ยุคใหม่ โดยเฉพาะ FTA ไทย-EU มีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูง แต่การเปิดตลาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความยั่งยืน นโยบายการค้าที่ดีต้องไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการค้าเสรี (Free Trade) แต่ต้องสร้าง “การค้าที่เป็นธรรม” (Fair Trade) หรือการแข่งขันที่เท่าเทียม เพื่อช่วยให้ SME ไทยพร้อมแข่งขัน สามารถยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดรับกับกติกาสากล และมีโอกาสเติบโตจากธุรกิจขนาดเล็กสู่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ในห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภาครัฐได้เตรียมกลไกสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งการกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เปิดตลาดฉับพลันจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจในประเทศ การมีมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguards) และการจัดตั้ง “กองทุน FTA” ร่วมกับกลไกของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และระบบข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด (Market Intelligence) เพื่อมุ่งเน้นการติดอาวุธเสริมขีดความสามารถ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับกระบวนการผลิต มากกว่าการเป็นเพียงมาตรการเยียวยาความเสียหายในภายหลัง

“การออกไปเจรจาการค้าในเวทีโลกของภาครัฐมีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ การทำให้คนไทยและผู้ประกอบการคนตัวเล็กได้รับประโยชน์จริง รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโอกาส ขจัดอุปสรรคทางกฎระเบียบ และจับมือเดินเคียงข้างภาคเอกชนในฐานะทีมไทยแลนด์ เพื่อให้ SME ไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทาย คว้าโอกาสใหม่ และเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นายวีระพงษ์ กล่าวสรุป