IN NEWS
ครม.อนุมัติ6เส้นทางรถไฟรางคู่6โครงการ พร้อมเห็นชอบยุทธศาสตร์ฯระบบราง5ปี
สงขลา-คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 – 2575 พร้อมครม.อนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทาง รวม 6 โครงการ แบ่งเป็นการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท และอนุมัติในหลักการอีก 3 โครงการ
วันนี้ (1 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 – 2575 ของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สถาบันฯ) ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สถาบันฯ) เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการงานวิจัยพัฒนานวัตกรรมด้านการขนส่งและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางของไทย ส่งเสริมให้โครงการลงทุนด้านการขนส่งทางรางที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากของประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาวิจัย ซึ่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564 มาตรา 7 (1) ได้บัญญัติให้สถาบันฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571- 2575 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้าน จำนวน 35 โครงการ วงเงินรวมจำนวน 8,677 ล้านบาท ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง โดยมุ่งเน้นการวิจัยนวัตกรรมขั้นสูง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการซ่อมบำรุง รวมถึงส่งเสริมให้พัฒนาชิ่นส่วนที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศและได้มาตรฐานสากล
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาบุคลากรในระบบราง โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นระบบ วิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานของแรงงาน การสร้างฐานข้อมูลกลาง การบูรณาการหลักสูตร จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบบุคลากร รวมทั้งสร้างมาตรฐานวิชาชีพ และระบบรับรองสมรรถนะ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การวิจัยและพัฒนามาตรฐานการขนส่งทางรางและระบบการทดสอบโดยมุ่งเน้นจัดทำเกณฑ์และเทคนิคที่ครอบคลุมทุกองค์ประกอบของระบบราง และยกระดับศูนย์ทดสอบให้สามารถทดสอบและรับรองคุณภาพชิ้นส่วน รวมถึงเผยแพร่มาตรฐานการจัดทำฐานข้อมูลศูนย์ทดสอบ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การรับและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นการจัดทำแผนที่นำทาง เพื่อระบุเป้าหมายและกำหนดหลักเกณฑ์การถ่ายทอดเทคโนโลยีในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อใช้จัดเก็บองค์ความรู้ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองของประเทศในระยะยาว
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ โดยมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายและมาตรการส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างครบวงจร และให้สิทธิประโยชน์การใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ
ครม.อนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางรวม 6 โครงการ
นอกจากนี้นางสาวพลอยทะเล ยังได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ( ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวนรวม 6 โครงการ โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้าง ประกอบไปด้วย โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท ถัดมาคือ โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และโครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท
ส่วนสาระสำคัญและเหตุผลที่มีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิมนั้น กระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 โดยโครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มีวงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ขณะที่โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มีวงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท ส่วนโครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา เดิมมีวงเงินรวม 66,270.51 ล้านบาท ซึ่งวงเงินใหม่ได้ปรับเพิ่มเป็น 77,556.97 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 11,186.46 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กรอบวงเงินสูงเกินไปจนกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างในภาพรวม การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรก่อสร้างเฉพาะช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาทไปก่อน และตัดสินใจชะลอการก่อสร้างช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 15,922.42 ล้านบาทออกไปในภายหลัง จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย โครงการช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ และโครงการช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป
