TECH & AI
Siemens Healthineersชี้รายงาน'ไทย' 'ล่าช้า'คือปัญหาส่งผู้ป่วยโรคหลอดเลือด
กรุงเทพฯ, 3 กันยายน 2569-ความล่าช้าที่เกิดขึ้นก่อนผู้ป่วยจะเดินทางถึงศูนย์โรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงทีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากรายงานฉบับใหม่ Strengthening Stroke System Readiness Across ASEAN ซึ่ง Siemens Healthineers เปิดตัวภายในงาน Hospital Management Asia 2026 ณ กรุงเทพฯ
รายงานฉบับนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ 7 คนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านโรคหลอดเลือดสมอง 2 คนจากโรงพยาบาลศิริราช โดยระบุว่า ความล่าช้าส่วนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะก่อนถึงโรงพยาบาล เนื่องจากประชาชนยังมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองไม่เพียงพอ ส่งผลให้การตอบสนองต่ออาการล่าช้า นอกจากนี้ ระยะทางและระบบส่งต่อระหว่างสถานพยาบาลไปยังศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรที่ยังขาดความเชื่อมโยง อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมได้ไม่รวดเร็วเพียงพอ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 40% ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลก และคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของภาระโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมดในประเทศกำลังพัฒนา โดยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองประมาณหนึ่งในสามต้องเผชิญกับความพิการในระยะยาวอย่างรุนแรง. สำหรับประเทศไทย โรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 โดยผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบมีอัตราความพิการอยู่ที่ประมาณ 60%. ขณะที่ภาระโรคหลอดเลือดสมองของไทยยังเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระหว่างกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่
“ระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน” Fabrice Leguet กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียน และหัวหน้าฝ่าย Enterprise Services ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น Siemens Healthineers กล่าว
“สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญคือการขยายเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองให้ครอบคลุมพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสังเกตและรับรู้สัญญาณของโรค การเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ไปจนถึงการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การรักษา และการฟื้นฟู” Chris Poray กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย Siemens Healthineers กล่าว
ความล่าช้าตลอดกระบวนการดูแลผู้ป่วยยังเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Service Plan) ครอบคลุมทั่วประเทศภายใต้กระทรวงสาธารณสุข พร้อมการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 และเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองระดับปฐมภูมิ ระดับกลาง และระดับครบวงจรที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงบริการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ยังมีข้อจำกัด
ผลการศึกษาระบุว่า ระยะเวลาในการเดินทางและส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมงกว่าจะถึงศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรที่ใกล้ที่สุด ตลอดจนความตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสัญญาณเตือนตามหลัก FAST ที่ยังมีข้อจำกัด ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ที่ล่าช้า และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมองและรังสีแพทย์ระบบประสาทในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ รวมถึงแพทย์ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาในโรงพยาบาลต้นทางซึ่งยังต้องการการฝึกอบรมและการสนับสนุนเพิ่มเติม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ล่าช้า

ต้นแบบระดับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ
โรงพยาบาลศิริราชได้พัฒนาหนึ่งในโครงการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันตลอด 24 ชั่วโมง ระบบการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพทางระบบประสาทขั้นสูง การดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke ICU) และการฟื้นฟูโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังยกระดับการดูแลผู้ป่วยในระยะก่อนถึงโรงพยาบาลผ่าน หน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในชื่อ Stroke One Stop (MSU-SOS) โดยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และบูรณาการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เทคโนโลยี AI ช่วยตรวจจับและประเมินสัญญาณโรคหลอดเลือดสมอง และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) บนรถ เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยจะเดินทางถึงโรงพยาบาล
โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการในปี 2561 และได้ให้การรักษาผู้ป่วยแล้วมากกว่า 2,900 ราย โดยหน่วยที่มีความก้าวหน้าสูงสุดอย่าง MSU-8 ได้รับการพัฒนาจากความร่วมมือระหว่างศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล Siemens Healthineers และ RMA Automotive ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การขยายรูปแบบการวินิจฉัยผู้ป่วยตั้งแต่ระยะก่อนถึงโรงพยาบาล ควบคู่กับเป้าหมายระยะยาวในการมีศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรทุกระยะประมาณ 60–80 กิโลเมตร และการเสริมความแข็งแกร่งของระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของประเทศไทย
AI เสริมประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้รวดเร็วและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพและเชื่อมโยงระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า AI สามารถช่วยให้ตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น จัดลำดับความเร่งด่วนและคัดแยกผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานทางคลินิก นอกจากนี้ ยังช่วยขยายการเข้าถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์ผ่านเครือข่ายการแพทย์ทางไกลสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง (tele-stroke) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีจะเกิดประสิทธิผลสูงสุดเมื่อบูรณาการเข้ากับแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ออกแบบไว้อย่างเหมาะสม พร้อมด้วยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม เครือข่ายการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ และมาตรฐานการรักษาที่สอดคล้องกันทั่วทั้งระบบ
แนวทางสำคัญในการยกระดับความพร้อมของระบบดูแลโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย
นอกเหนือจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า การยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือโรคหลอดเลือดสมอง จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบ บุคลากร และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที ได้แก่:
รายงานระบุ 5 แนวทางสำคัญในการยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในภูมิภาค ได้แก่
- จัดตั้งศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรในระยะประมาณ 60–80 กิโลเมตร พร้อมพัฒนาระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- พัฒนาระบบแจ้งเตือนและการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยผ่าน Tele-stroke ที่ใช้ AI เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลต้นทางสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเมื่อผู้ป่วยมีอาการที่บ่งชี้ถึงโรคหลอดเลือดสมอง
- พัฒนาระบบสนับสนุนแพทย์ในการตัดสินใจ เพื่อช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจรักษาและลดความล่าช้าในการคัดแยกผู้ป่วย
- ยกระดับการฝึกอบรมและการสนับสนุนแพทย์ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ในโรงพยาบาลที่ทำหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วย
- เสริมความเข้มแข็งในการเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) และสร้างความตระหนักรู้ในประชาชนเกี่ยวกับสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองตามหลัก FAST
“การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต้องอาศัยการตัดสินใจและการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยจะเดินทางถึงโรงพยาบาล ไม่มีหน่วยงานหรือเทคโนโลยีใดเพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถยกระดับกระบวนการทั้งหมดนี้ได้” Poray กล่าว “หน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) เกิดประสิทธิผลได้จากการผสานความร่วมมือของหลายภาคส่วน และประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะเดียวกัน เพื่อขยายเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองและพัฒนาระบบส่งต่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ”
นพ. มัยธัช สามเสน ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ และเลขานุการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า “เมื่อพูดถึงโรคหลอดเลือดสมอง ทุกนาทีมีความสำคัญ ที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค ทีมสหสาขาวิชาชีพของเราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นระบบ ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน การวินิจฉัยและรักษาโดยทีมประสาทวิทยา การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ การรักษาด้วยหัตถการ ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยวิกฤต โดยมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงและการตัดสินใจทางคลินิกที่รวดเร็วเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลผู้ป่วย เป้าหมายของเราคือการให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการดูแลที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด”
