LIFE STYLE

ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเปิดมุมมอง การรักษาชูความก้าวหน้าการแพทย์



กรุงเทพฯ-ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย (Thai Lymphoma) จัดงาน “World Lymphoma Awareness Day 2026” เนื่องในวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก 15 กันยายน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ภายใต้แนวคิด “Blooming Hope in the Heart” Miracle is all around… มาร่วมสร้างปาฏิหาริย์ครั้งใหม่ไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เผยแพร่ความก้าวหน้าด้านการรักษาและนวัตกรรมทางการแพทย์

นำโดย ศ.กิตติคุณ นพ.ธานินทร์ อินทรกําธรชัย ประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทยรศ.นพ.สุภร จันท์จารุณี รองประธาน ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย, พญ.เอมวิภา ลือประสิทธิ์สกุล หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยา ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์นพ.ธิติ อัศวภาณุมาศ อาจารย์ประจำหน่วยโลหิต ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ผศ.นพ.นพดล ศิริธนารัตนกุล อาจารย์แพทย์ประจำสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ อ.อาจรบ อาจารย์แพทย์ประจำสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัทโรช ไทยแลนด์  ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโรค แนวทางการรักษา และการดูแลผู้ป่วยในมิติต่างๆ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง เพื่อสร้างกำลังใจและส่งต่อความหวังแก่ผู้ป่วยและครอบครัว

ศ.กิตติคุณ นพ.ธานินทร์ อินทรกําธรชัย ประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชมรมฯ มีพันธกิจสำคัญคือการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถรักษาจนหายขาดได้มากที่สุด โดยปัจจุบันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองถือเป็นหนึ่งในกลุ่มมะเร็งที่มีโอกาสรักษาหายค่อนข้างสูง โดยในผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถรักษาจนหายขาดได้ประมาณ 50-60% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและลักษณะของโรค

“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ การรักษาที่ถูกต้อง และการพัฒนาทางการแพทย์ ขณะเดียวกันกำลังใจจากผู้ป่วยและครอบครัวก็มีความสำคัญ ดังนั้นการรักษาจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีม” ศ.กิตติคุณ นพ.ธานินทร์ กล่าว

ศ.กิตติคุณ นพ.ธานินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสังเกตสัญญาณเตือนของโรคเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการพบก้อนบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ ซึ่งในบางกรณีอาจเกิดจากการติดเชื้อและยุบลงได้เมื่อการติดเชื้อหาย แต่หากพบก้อนที่ไม่ทราบสาเหตุและไม่ยุบลงภายในประมาณ 2 สัปดาห์ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากการวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันชนิดของโรค

นอกจากนี้ โรคไม่ได้แสดงอาการเฉพาะการมีก้อนเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ น้ำหนักลด รับประทานอาหารได้น้อย หรือมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่โรคเกิดขึ้นภายในร่างกาย เช่น กระเพาะอาหาร ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติที่ไม่หายไป ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

วินิจฉัยให้ตรงชนิด วางแผนรักษาเฉพาะบุคคล

พญ.เอมวิภา ลือประสิทธิ์สกุล หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยา ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีหลายชนิด โดยกลุ่มสำคัญ ได้แก่ B Cell และ T Cell ซึ่งมีลักษณะของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน โดยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกลุ่ม B Cell ในบางชนิดย่อยมักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ขณะที่ T Cell หลายชนิดอาจมีความรุนแรงและรักษาได้ยากกว่า อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงและแนวทางการรักษายังขึ้นอยู่กับชนิดย่อย ระยะของโรค และปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละราย

ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การเฝ้าติดตามในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เคมีบำบัด ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยามุ่งเป้า การฉายรังสี การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ไปจนถึง CAR-T Cell Therapy โดยไม่ได้ใช้แนวทางเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคน

“การวางแผนการรักษาควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว โดยแพทย์จะอธิบายเป้าหมาย ประโยชน์ ผลข้างเคียง ระยะเวลา และทางเลือกต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม” พญ.เอมวิภา กล่าว

สำหรับการเข้าถึงการรักษา ผู้ป่วยควรเริ่มจากการเข้ารับการตรวจที่หน่วยบริการตามสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จากนั้นแพทย์จะประเมินและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหรือศูนย์การรักษาที่มีศักยภาพตามระบบของแต่ละสิทธิ

จากการรักษาแบบเดิม สู่ทางเลือกใหม่ที่หลากหลาย

ขณะที่ นพ.ธิติ อัศวภาณุมาศ อาจารย์ประจำหน่วยโลหิต ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคมีบำบัดเป็นแนวทางหลัก ปัจจุบันมีการพัฒนายาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง รวมถึงการนำระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมาใช้ต่อสู้กับโรค ทำให้ผู้ป่วยบางกลุ่มมีทางเลือกในการรักษามากขึ้น

เคมีบำบัดออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จึงสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็อาจกระทบเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์รากผมและเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ หรือเม็ดเลือดต่ำ ขณะที่ยามุ่งเป้าจะออกฤทธิ์ต่อเป้าหมายเฉพาะของเซลล์มะเร็ง จึงมีความจำเพาะมากกว่าในบางกรณี และยามุ่งเป้าเองก็อาจมีผลข้างเคียงได้

สำหรับ CAR-T Cell Therapy (Chimeric Antigen Receptor T-cell) เป็นการนำ T Cell ของผู้ป่วยออกจากร่างกาย แล้วผ่านกระบวนการให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ก่อนเพิ่มจำนวนและนำกลับเข้าสู่ร่างกาย

“การรักษาแต่ละแบบมีข้อดี ข้อจำกัด และผลข้างเคียงแตกต่างกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีใดดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยทุกคน” นพ.ธิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม CAR-T Cell Therapy เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องอาศัยทีมแพทย์และบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงการติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด ขณะที่ในประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและขยายการเข้าถึง โดยมีความท้าทายทั้งด้านกระบวนการผลิต ความพร้อมของศูนย์การรักษา บุคลากร ค่าใช้จ่าย และระบบการเบิกจ่าย ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

ดูแลสุขภาพควบคู่การรักษา พร้อมติดตามต่อเนื่อง

รศ.นพ.สุภร จันท์จารุณี รองประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่กับการรักษาหลัก ทั้งการออกกำลังกายตามความเหมาะสม และรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุก และป้องกันไม่ให้น้ำหนักลดลงมากเกินไป โดยเฉพาะการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ ส่วนวิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เนื่องจากบางชนิดอาจรบกวนการออกฤทธิ์ของยา

สำหรับผู้ที่รักษาจนโรคสงบแล้ว ยังคงต้องติดตามอาการตามแพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ การติดตามจึงมีส่วนช่วยให้พบความผิดปกติได้เร็วและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

จากประสบการณ์จริง สู่พลังแห่งความหวัง

ภายในงานยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง ผ่านเรื่องราวของ คุณศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ และ คุณกุลนันท์ ปัญญาวัน โดยมี คุณปิ่น-คณินณัฎฐ์ ตั้งสำเริงวงศ์ร่วมทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ และถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะผู้ป่วย

ผู้ป่วยเน้นย้ำถึง “ความหวัง” ในฐานะพลังสำคัญที่ช่วยให้มีความเข้มแข็งและเดินหน้าต่อไป สอดคล้องกับแนวคิด “Blooming Hope in the Heart” ที่ต้องการสื่อว่า การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุด เพราะผู้ป่วยยังมีทางเลือกในการรักษา และไม่จำเป็นต้องเผชิญกับโรคเพียงลำพัง โดยมีแพทย์ ครอบครัว และผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เดียวกันร่วมเป็นกำลังใจตลอดเส้นทางการรักษา