ECON & BIZ
'กิริฏา'ร่วมเวที'Belt and Road'ที่ฮ่องกง เดินหน้าเพิ่มพันธมิตรดันSMEสู่ศก.โลก
‘พาณิชย์’ ร่วมเวที ‘Belt and Road’ ครั้งที่ 11 ที่ฮ่องกง ชูแนวคิด ‘กระจายการค้า-ขยายพันธมิตร-เสริมแกร่งเอสเอ็มอี’ ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกาตาร์ ประตูสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้า FTA ไทย-ศรีลังกา คาดมีผลใช้บังคับต้นปี 70 เล็งส่งเสริมการลงทุนและช่องทางการค้าขยายตลาดฮ่องกง
ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการประชุม Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 9-10 กันยายน ที่ผ่านมา ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดโดยฮ่องกง โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและภาคธุรกิจกว่า 6,000 คน และระดับรัฐมนตรีจากหลาย 10 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความร่วมมือต่างๆ และแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน ในโอกาสนี้ ได้ร่วมเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) ในหัวข้อ “Building Resilient Trade and Investment Frameworks in a Diverse Global Landscape” ซึ่งได้เน้นย้ำความสำคัญที่ทุกประเทศควรให้ความสนใจ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกระจายความหลากหลาย (Diversification) ผ่านการหาพันธมิตรทางการค้า เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเข้า การส่งออก และการลงทุน 2) การสร้างความร่วมมือ (Cooperation) ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และ 3) การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (Inclusivity) เพื่อเสริมศักยภาพให้ MSMEs สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างราบรื่น
ดร. กิริฎา เพิ่มเติมว่า ยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศแห่งรัฐกาตาร์ (H.E. Dr. Ahmad Mohammed Al-Sayed) โดยเห็นว่าสองประเทศสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างกันได้ อาทิ SMEs การค้าดิจิทัล และ Medical Care รวมทั้งไทยยินดีที่จะส่งออกสินค้าศักยภาพไปยังประเทศอื่นๆ และพร้อมสร้างความร่วมมือและขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกาตาร์ ซึ่งกาตาร์จะเป็นประตูการค้าไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นควรให้มีการหารือร่วมกันในระดับเจ้าหน้าที่ ถึงแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า พาณิชย์ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาสหกรณ์ของศรีลังกา (H.E Wasantha Samarasinghe) โดยไทยได้ติดตามความคืบหน้าความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ฝ่ายศรีลังกาแจ้งว่า อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการกระบวนการภายในประเทศ และคาดว่า FTA ดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้ภายในต้นปี 2570 รวมทั้งต้องการที่จะสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาอาหาร โดยไทยแจ้งว่าไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป จึงเห็นว่าสองประเทศอาจสร้างความร่วมมือระหว่างกันในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้
สำหรับการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฮ่องกง (H.E. Paul Chan Mo-po) ได้เห็นถึงโอกาสในการส่งเสริมการลงทุน การใช้ประโยชน์จากงานแสดงสินค้าต่างๆ ตลอดจนมาตรการสนับสนุน SMEs และช่องทางการขยายตลาด จึงเห็นว่าควรส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะ “Co-creation” และมุ่งเน้นตลาดหรืออุตสาหกรรมที่เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ “T-Beauty” และสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง นอกจากนี้ ยังหารือถึงความร่วมมือด้านการเงิน การศึกษา และธุรกิจการบิน ซึ่งฮ่องกงมีศักยภาพในระดับโลกและพร้อมให้การสนับสนุนไทย ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการบริการทางการแพทย์ และ Wellness รวมถึงการท่องเที่ยว
