IN NEWS
รัฐฯขยาย 'โซลาร์ประชาชนหมื่นเมกะวัตต์ รับซื้อไฟส่วนเกิน2.20บาทนาน20ปี
กรุงเทพฯ-รัฐบาลขยาย “โซลาร์ประชาชน” 10,000 เมกะวัตต์ รับซื้อไฟส่วนเกิน 2.20 บาทนาน 20 ปี เปิดติดตั้งบนดิน–ผิวน้ำ สั่งเตรียมโครงข่ายรองรับใน 1 เดือน
วันนี้ (18 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เองและขายส่วนเกินเข้าสู่ระบบ โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 3/2569 (ครั้งที่ 177) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบขยายกรอบส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชนจากข้อเสนอเบื้องต้น 5,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน
สำหรับแนวทางรับซื้อไฟฟ้า จะใช้ระบบ Net Billing โดยประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองก่อน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ พร้อมขยายระยะเวลาสัญญารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ โดยกรอบรับจ่ายไฟเพิ่มเติมครอบคลุมช่วงปี 2569–2571
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบขยายรูปแบบการติดตั้ง จากเดิมที่เน้นโซลาร์บนหลังคา ให้สามารถติดตั้งบนพื้นดินและบนผิวน้ำสำหรับภาคครัวเรือนได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หลังคาสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนอาจติดตั้งระบบขนาดมากกว่า 5 กิโลวัตต์ได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจะจำกัดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์
“หลักการคือผลิตไฟไว้ใช้เองก่อน เหลือจึงขายคืนระบบ การขยายเป็น 10,000 เมกะวัตต์ จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ต้องเดินควบคู่กับการเตรียมโครงข่ายให้พร้อม เพื่อไม่ให้กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า” นางสาวลลิดา กล่าว
ที่ประชุมจึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จัดทำแผนโครงสร้างพื้นฐานรองรับให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้า การติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ การควบคุมระบบส่งและระบบจำหน่าย และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
พร้อมกันนี้ ให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเชื่อมโยงข้อมูลจากสมาร์ตมิเตอร์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยบริหารแรงดัน ความถี่ และความผันผวนของระบบ รวมถึงประเมินความพร้อมของสายส่ง สายจำหน่าย สมาร์ตกริด และระบบกักเก็บพลังงานในแต่ละพื้นที่ ก่อนจัดทำกรอบการลงทุนและแหล่งเงินที่เหมาะสม
สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเดิม และมีสัญญารับซื้อไฟฟ้า 10 ปี ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางให้เกิดมาตรฐานเดียวกันและความเป็นธรรม รวมถึงพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาเดิม เพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมต้องยกเลิกสัญญาแล้วสมัครใหม่
นอกจากนี้ กพช. มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำแผนรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ พร้อมประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมศุลกากร เพื่อพิจารณาแก้ข้อจำกัดด้านภาษีนำเข้าชิ้นส่วน ส่งเสริมการผลิตแผงและอุปกรณ์ภายในประเทศ รวมถึงเตรียมกำลังคนด้านการติดตั้งและบำรุงรักษา
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กพช. ยังเห็นชอบแนวนโยบายลดภาระค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยคงค่า Ft ขายปลีกที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย พร้อมกำหนดแนวทางบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงเพื่อลดผลกระทบจากราคา LNG ตลาดจรที่ปรับตัวสูงขึ้น
ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานสำหรับตู้เย็นและตู้เย็นแบบมีช่องแช่เยือกแข็ง รวมถึงเตารีดไฟฟ้า เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอน และเห็นชอบกรอบนโยบายบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความผันผวนด้านราคาและความมั่นคงทางพลังงาน
“การเพิ่มโซลาร์ประชาชนเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ไม่ใช่เพียงเพิ่มโควตารับซื้อไฟ แต่ต้องเตรียมระบบตั้งแต่โครงข่าย สมาร์ตมิเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการจัดการแผงและแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จากพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันระบบไฟฟ้าของประเทศต้องมั่นคงและรองรับการเปลี่ยนผ่านได้ในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
