IN NEWS

นายกฯตั้งวอร์รูมปภ.ติดตามน้ำท่วมทุกเช้า สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูลเร่งช่วยปชช.



กรุงเทพฯ-   นายกฯ ตั้งวอร์รูม ปภ. ติดตามน้ำท่วมทุกเช้า สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล เร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลังและกำชับ “อุดรอยรั่ว” และ “เติมเต็ม” ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ย้ำ “การสื่อสาร–สวัสดิภาพประชาชน” ต้องมาก่อน พร้อมทำงานเป็นทีม ดูแลประชาชนไม่ให้ตกหล่น

วันนี้ (30 กันยายน 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงข้อมูลจากทั่วประเทศเป็นประจำทุกเช้า เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของแต่ละจังหวัด และสามารถสั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานและบูรณาการทุกหน่วยงาน พร้อมจัดตั้งวอร์รูม ณ ปภ. และประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน เวลา 08.00 น. โดย ปภ. รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานและพื้นที่ต่าง ๆ เสนอต่อที่ประชุม เพื่อรับข้อสั่งการและเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในจังหวัดพื้นที่ประสบภัยจะเร่งประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลสถานการณ์ให้ประชาชนทราบ พร้อมขอบคุณประชาชนที่มีความเข้าใจและอดทนต่อสถานการณ์ โดยการลงพื้นที่ทำให้ได้รับทราบความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนโดยตรง ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ไฟฟ้า และการช่วยเหลือด้านต่างๆ ซึ่งจากช่วงแรกที่บางพื้นที่ประสบปัญหาความช่วยเหลือไม่เพียงพอ ขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย และสามารถเข้าไปดูแลประชาชนได้เพียงพอมากขึ้น

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ บางพื้นที่ยังไม่สามารถระบายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่โดยรอบยังมีระดับน้ำสูง จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการและระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่เพิ่มผลกระทบต่อพื้นที่อื่น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ในสถานการณ์พิเศษ ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงาน โดยจะเร่งระดมทุกภาคส่วนช่วยเหลือประชาชนและเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

กำชับ “อุดรอยรั่ว”และ“เติมเต็ม”ช่วยผู้ประสบอุทกภัย 

ด้านนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่เข้าร่วมการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ทั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัดใกล้เคียง เพื่อบูรณาการการช่วยเหลือประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการดูแลผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง ผ่านความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการ กองทัพ อาสาสมัคร มูลนิธิ และจิตอาสา

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความใจกว้าง อดทน และรับฟังความคิดเห็นหรือข้อวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน เพื่อนำมาปรับปรุงการแก้ไขปัญหา พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ จะจัดประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน เพื่อให้ทุกหน่วยงานทำงานอย่างเป็นเอกภาพและใช้ข้อมูลร่วมกัน ซึ่งการประสานงานอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การกำกับดูแลและควบคุมสถานการณ์มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับการกำกับดูแลรายภูมิภาค นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลรายภูมิภาค พร้อมมอบหมายให้พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรีกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร โดยมีอำนาจบัญชาการ ประสานงาน และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม

นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานประสานงานกับผู้ได้รับมอบหมายและกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมรายงานสถานการณ์และแจ้งความต้องการการสนับสนุนต่อที่ประชุม เพื่อบูรณาการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

โดยในการเตรียมความพร้อมให้ตั้งศูนย์บัญชาการของแต่ละจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ไม่ต้องรอให้เป็นพื้นที่ประสบภัย จังหวัดที่มีน้ำผ่าน มีเขื่อน ล้วนแต่อาจเกิดภัยได้ทั้งสิ้น จะทำให้สามารถสั่งการหน่วยงานให้บูรณาการได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ สำรวจความเสียหาย แผนฟื้นฟูเยียวยา เมื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลแล้ว สถานการณ์ต่างๆ จะสามารถควบคุมได้โดยศูนย์กลางและคลี่คลายไปได้ สิ่งสำคัญคือ การเชื่อมข้อมูลให้มากที่สุด

“ ขอให้มีการสั่งการเปรียบเสมือนมีความพร้อมในการรับมือไว้ก่อนเกิดเหตุ รวมไปถึงทุกจังหวัดของประเทศอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดหาสถานที่สำหรับจัดตั้งศูนย์พักพิง พร้อมสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือและเงินช่วยเหลือแก่ประชาชน และลงไปกำกับดูแลรายละเอียดการจัดตั้งศูนย์พักพิงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทั่วถึง ศูนย์พักพิงต้องมีมาตรฐานสูง ทั้งด้านที่นอน อาหาร และสิ่งของอุปโภคบริโภค โดยสามารถใช้สถานที่ เช่น โรงเรียน เป็นศูนย์พักพิง พร้อมกระจายงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน

โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อสั่งการ ดังนี้

1. ให้ ปภ. เป็นศูนย์กลางเชื่อมข้อมูลเพื่อนำเสนอสถานการณ์ภาพรวมต่างๆ

2. เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดราชบุรีและจังหวัดสมุทรสงคราม ให้ติดตามการระบายน้ำ จากเขื่อนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีอย่างใกล้ชิด ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินปริมาณน้ำและระยะเวลาที่มวลน้ำจะไหลเข้าสู่พื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมแม่น้ำ พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

3.ให้เตรียมกำลังและเครื่องจักรกลสาธารณภัย โดยบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ระดมเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งระดมรถสุขาเคลื่อนที่และห้องสุขา จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เพียงพอ พร้อมจัดวางกำลังพล และเครื่องจักรกลในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าให้สามารถปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากไม่เพียงพอให้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และหน่วยงานในพื้นที่สนับสนุนทันที

4.ให้ช่วยเหลือและอพยพประชาชน ให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตประชาชนเป็นอันดับแรก

5.ให้ดูแลสวัสดิภาพประชาชน และจัดศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยจังหวัดต้องดูแลประชาชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกตรอกซอกซอย หากขาดแคลนน้ำดื่ม ให้ประสานการประปาส่วนภูมิภาคเข้าดำเนินการโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ มีกลุ่มจิตอาสาจำนวนมาก ขอให้หน่วยราชการได้ประสาน และอำนวยความสะดวกตามสมควรด้วย

6.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสั่งการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

7.การสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ ให้ทุกหน่วยงานสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องและเป็นเอกภาพ โดยรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำ สภาพอากาศ และผลกระทบต่อโฆษกรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและป้องกันความสับสน หากโฆษกรัฐบาลขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานใด ขอให้ดำเนินการจัดส่งให้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

8.กรณีพื้นที่ที่ไฟฟ้าดับและการปล่อยกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ประสบอุทกภัย ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

9. การฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัย ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวย้ำให้ยึดหลัก “สื่อสารฉับไว ดูแลประชาชนให้ทั่วถึง และเร่งฟื้นฟูเยียวยาอย่างเร็วที่สุด”