IN NEWS

นายกฯชู3แนวทางลุยปราศจากการทุจริต ปิดโอกาสโกงเปิดโอกาสตรวจสอบเข้มข้น



กรุงเทพฯ-นายกฯ ชู 3 แนวทางขับเคลื่อน “Zero Corruption” ปิดโอกาสโกง–เปิดโอกาสตรวจสอบ–ปิดทางใช้อำนาจช่วยพ้นผิด ย้ำคนสุจริตต้องไม่เสียเปรียบ

วันนี้ (1 ต.ค. 69) เวลา 19.00 น. ณ รอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Policy to Action” หัวข้อ “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ Zero Corruption และการเติบโตอย่างยั่งยืน”

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศเฉพาะจากการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ ผู้ประกอบการต่อการแข่งขัน และนักลงทุนต่อกติกาของประเทศ เมื่ออำนาจรัฐถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ย่อมกระทบต่อหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาล ซึ่งเป็น “ทุนความเชื่อมั่น” ของประเทศที่ไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน แต่ต้องสร้างจากการทำงานและการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีการทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นว่า การสอบเข้ารับราชการควรเป็นประตูสำหรับผู้มีความรู้ความสามารถ แต่จากการตรวจสอบพบทั้งการเข้าถึงกระดาษคำตอบ การแก้คะแนน และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ส่งผลให้ผู้ที่เตรียมตัวและเข้าสอบโดยสุจริตเสียโอกาส ขณะเดียวกันยังสร้างความเสี่ยงต่อประชาชนจากการได้บุคลากรเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คดีดังกล่าวมีการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องและติดตามทรัพย์สินแล้ว แต่ต้องขยายผลต่อ โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เมื่อพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้ใด ต้องตรวจสอบไปถึงบุคคลนั้น พร้อมย้ำว่า หากไม่สามารถแก้ไขช่องโหว่ของระบบได้ แม้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในครั้งนี้แล้ว วันหนึ่งอาจมีผู้กระทำผิดกลุ่มใหม่กลับมาใช้ช่องทางเดิมอีก

นายกรัฐมนตรีจึงย้ำว่า การปราบคอร์รัปชันของรัฐบาลต้องมีหลักชัดเจน คือ “ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางที่ใครจะใช้อำนาจช่วยให้พ้นผิด” โดยหลักการดังกล่าวต้องใช้กับรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้วย ทั้งการเปิดเผยผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง การถอนตัวจากการตัดสินใจเมื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการยอมรับการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกับทุกคน

สำหรับ “ปิดโอกาสโกง” ต้องเริ่มจากการจัดวางอำนาจ ลดอำนาจที่ไม่จำเป็น แยกหน้าที่ให้เกิดการถ่วงดุล และทำให้การตัดสินใจของภาครัฐมีเหตุผล สามารถตรวจสอบและทักท้วงได้ โดยเฉพาะกระบวนการออกใบอนุญาตและการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่การกำหนดกติกา ไม่ใช่เฉพาะขั้นตอนประกาศผู้ชนะ เพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิของประชาชนกลายเป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์

ส่วน “เปิดโอกาสตรวจสอบ” รัฐบาลต้องสร้างความโปร่งใสและเปิดให้มีการตรวจสอบทั้งภายในหน่วยงานและจากภายนอก พร้อมนำข้อมูลของภาครัฐมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงและตรวจสอบการทุจริตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยต่อยอดระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์และระบบการเงินการคลัง รวมถึงนำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยวิเคราะห์สัญญาณความผิดปกติ เพื่อชี้เป้าให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ “ปิดทางที่ใครจะใช้อำนาจช่วยให้พ้นผิด” เมื่อพบผู้กระทำความผิด ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นระหว่างทาง ขยายผลไปถึงผู้สั่งการและผู้ได้รับประโยชน์ตามพยานหลักฐาน พร้อมติดตามทรัพย์สินตามกฎหมาย เพราะการดำเนินการเฉพาะผู้ลงมือกระทำผิดอาจไม่เพียงพอต่อการทำลายเครือข่ายการทุจริต

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้ง 3 หลักมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “Zero Corruption” และทำให้คนสุจริตไม่เสียเปรียบ โดยคนที่ไม่จ่ายสินบนต้องได้รับบริการตามสิทธิ ธุรกิจที่ไม่ซื้อเส้นสายต้องสามารถแข่งขันได้ และข้าราชการที่ปฏิเสธคำสั่งมิชอบต้องได้รับความคุ้มครอง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานการทำงานของประเทศไทยสู่มาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ถือเป็นโอกาสสำคัญในการปรับปรุงระบบการทำงาน ทั้งการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและสร้างมาตรฐานใหม่ หรือ New Normal ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลพร้อมให้ประชาชนติดตามและประเมินผลจากผลงานว่า โอกาสการทุจริตในระบบราชการลดลงหรือไม่ การตรวจสอบดำเนินไปได้ดีขึ้นหรือไม่ และเมื่อพยานหลักฐานไปถึงผู้มีอำนาจ รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตรงไปตรงมาหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ความสุจริตเป็นกติกาที่ใช้ได้จริง และให้คนที่ทำถูกต้องมีโอกาสก้าวหน้าในประเทศไทยที่ปลอดการคอร์รัปชันต่อไป