IN NEWS

JICCCอัปเดตสถานการณ์น้ำท่วม4ต.ค.นี้ หลายพื้นที่คลี่คลาย/เยียวยา65จว.50เขต



กทม. เร่งระบายน้ำ-ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย คาดสถานการณ์เคหะร่มเกล้าดีขึ้น ส่วนพื้นที่สายไหม–ออเงินคาดคลี่คลายใน 2 วัน พร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากปัญหาน้ำท่วม และรองโฆษกรัฐบาล เผยสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย ลุ่มแม่กลอง-เจ้าพระยาระดับน้ำลดลง เฝ้าระวังเพชรบุรี-ฉะเชิงเทรา นอกจากนี้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เปิดลงทะเบียนเยียวยาครอบคลุม 65 จังหวัด–50 เขต กทม. ผู้ประสบภัยรับสิทธิช่วยเหลือตามเกณฑ์ พร้อมอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยที่ลงทะเบียนออนไลน์ไม่ได้

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและการลงทะเบียนรับความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนว่า กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำในพื้นที่ด้านตะวันออก พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำและเรือผลักดันน้ำเพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่มีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง สายไหม และลาดกระบัง ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครได้เปิดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์และสำนักงานเขต เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือเยียวยาได้อย่างทั่วถึง

ในการแถลงข่าวของศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม นายวิษณุ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรมระบบระบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำในพื้นที่ด้านตะวันออก โดยเฉพาะเขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง สายไหม และลาดกระบัง สำหรับการปฏิบัติการเร่งด่วนในขณะนี้ มุ่งเน้นการกู้คืนพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถลดระดับน้ำในพื้นที่ลงได้ประมาณ 30–60 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม ถนนในพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังประมาณ 20–30 เซนติเมตร ส่งผลให้การสัญจรยังไม่สะดวก

ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ กรุงเทพมหานครได้เพิ่มแนวคันกั้นน้ำและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากเคหะชุมชนร่มเกล้า โดยคาดว่าจะสามารถลดระดับน้ำได้ประมาณวันละ 25 เซนติเมตร และจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 วันในการเร่งฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับพื้นที่มีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง ซึ่งยังมีระดับน้ำสูง กรุงเทพมหานครได้เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเรือผลักดันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำเข้าสู่คลองและผลักดันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมปรับเพิ่มการเปิดบานประตูระบายน้ำคลองแสนแสบจากเมื่อวาน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

ส่วนพื้นที่สายไหม–ออเงิน ยังคงมีน้ำท่วมขังในชุมชนบางแห่ง ประกอบกับกรุงเทพมหานครได้เปิดรับน้ำจากจังหวัดปทุมธานีผ่านคลองหกสายล่างเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกัน ประตูระบายน้ำบางจุดมีปัญหา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่ต้องเร่งระบายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครสามารถควบคุมระดับน้ำในพื้นที่ด้านในไม่ให้ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำและเรือผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบาย คาดว่าสถานการณ์ในพื้นที่สายไหม–ออเงินจะคลี่คลายภายในประมาณ 2 วัน

สำหรับการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากปัญหาน้ำท่วม กรุงเทพมหานครเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานเขต โดยปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนแล้วประมาณ 35,800 ราย ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้เร่งปรับปรุงระบบให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและมีข้อมูลพื้นที่ครบถ้วน หลังจากก่อนหน้านี้มีประชาชนบางส่วนพบปัญหาไม่สามารถเลือกพื้นที่เขตของตนเองได้ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไขระบบเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ประชาชนที่ลงทะเบียนแล้วและประสงค์จะแก้ไขข้อมูล สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อปรับปรุงข้อมูลได้ สำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ สามารถติดต่อและให้ข้อมูลได้ที่สำนักงานเขตในวันและเวลาราชการ เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถรวบรวมข้อมูลและดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทั่วถึง

เผยสถานการณ์น้ำหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายแล้ว

นางสาวลลิดา  เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ว่า สถานการณ์น้ำล่าสุด ณ เวลา 08.00 น. พบว่า ระดับน้ำในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มลดลง ขณะที่ยังคงต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้รับปัจจัยจาก 1) ปริมาณน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน และ 2) แนวโน้มฝนที่จะตกเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 10 ตุลาคม รวมถึงพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ จะมีการอัปเดตข้อมูลให้ประชาชนทราบผ่านเพจไทยคู่ฟ้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์อยู่ที่ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตราประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ซึ่งบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่

ส่วนลุ่มแม่น้ำแม่กลอง พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อำเภอบางคนทีและอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากยังมีน้ำท่วมขังและอยู่ระหว่างการระบายลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ขณะที่จังหวัดเพชรบุรียังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังมีน้ำท่วมขังบนถนนหลายจุด จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และตรวจสอบเส้นทางจากกรมทางหลวงก่อนออกเดินทาง

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร จุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ ถนนเจ้าคุณทหาร ถนนฉลองกรุง ถนนหลวงแพ่งบริเวณหน้าโลตัส ลาดกระบัง และถนนลาดกระบังตลอดทั้งสาย จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว และใช้เส้นทางอื่นในการเดินทาง

ด้านการพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันนี้จะมีฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่วันที่ 5 ตุลาคม จะมีฝนในภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคใต้ตอนบน โดยฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลง วันที่ 6 ตุลาคม จะมีฝนเพิ่มขึ้นในภาคใต้ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก โดยพื้นที่ภาคใต้ขอให้เฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ส่วนช่วงวันที่ 10–11 ตุลาคม คาดว่าจะมีฝนในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เสี่ยง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว 

รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เปิดลงทะเบียนเยียวยาครอบคลุม 65 จังหวัด–50 เขต กทม. 

นางสาวลลิดา ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนผ่าน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในช่วงฤดูฝน พ.ศ. 2569 พร้อมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง

โดย ดร. ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยต่อศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วมว่า การช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายในพื้นที่โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดทำบัญชีผู้ได้รับความเสียหาย ก่อนเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และระดับจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) พิจารณา เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้อำนาจในการให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

การช่วยเหลือในส่วนนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น อาทิ ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ ครัวเรือนละไม่เกิน 88,600 บาท ค่าซ่อมแซมโรงเรือนเพื่อการเกษตร ครอบครัวละไม่เกิน 6,800 บาท ค่าเช่าที่พักชั่วคราวไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลาสูงสุด 2 เดือน ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพหลักที่ใช้ในการดำรงชีพ ครัวเรือนละไม่เกิน 13,500 บาท รวมถึงกรณีผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ช่วยเหลือ 5,000 บาท และกรณีได้รับบาดเจ็บจนพิการ ช่วยเหลือ 16,600 บาท

สำหรับการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในช่วงฤดูฝน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นมาตรการที่ประชาชนให้ความสนใจ ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” โดยกรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีที่อยู่อาศัยประจำหรือที่อยู่อาศัยในอาคารสูงถูกน้ำล้อม จะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท

ทั้งนี้ ปภ. และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ได้เปิดระบบให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นมา โดยทยอยเปิดระบบตามพื้นที่ที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ จึงอาจทำให้ในช่วงแรกบางพื้นที่ยังไม่สามารถลงทะเบียนได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการทยอยเปิดระบบ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบสามารถเปิดให้ลงทะเบียนได้ครบทั้ง 65 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่รับการช่วยเหลือ รวมถึงกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขตแล้ว

ข้อมูล ณ เวลา 08.30 น. วันนี้ มีประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วมผ่านระบบ “ทางรัฐ” แล้วทั้งสิ้น 851,547 ราย โดยกรุงเทพมหานครมีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 371,775 ราย รองลงมา ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ 122,786 ราย จังหวัดปทุมธานี 105,525 ราย และจังหวัดฉะเชิงเทรา 34,604 ราย ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครและ ปภ. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาการช่วยเหลือตามขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือโดยเร็ว

สำหรับกรณีการลงทะเบียนซ้ำในบ้านเลขที่เดียวกัน ระบบจะใช้เลขรหัสประจำบ้านเป็นข้อมูลหลักในการตรวจสอบ หากมีผู้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจากบ้านเลขที่เดียวกันแล้ว ระบบจะแจ้งว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือแล้ว เพื่อป้องกันการลงทะเบียนซ้ำซ้อน

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้ที่เป็นเจ้าบ้านและไม่สะดวกเดินทางไปสำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ หรือไม่สามารถใช้งานระบบออนไลน์ได้ กรุงเทพมหานครได้ประสานกับ ปภ. เพื่อจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนให้ประชาชน โดยมีจุดให้บริการภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมทั้งการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือตามระเบียบเงินทดรองราชการ และการลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี

หากประชาชนพบว่ามีการลงทะเบียนในบ้านเลขที่เดียวกันแล้ว แต่ต้องการตรวจสอบข้อมูล สามารถติดต่อสำนักงานเขตหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลการลงทะเบียนของบ้านหลังดังกล่าวได้

นอกจากนี้ จากกรณีที่มีประชาชนได้รับข้อความแจ้งเตือนจากระบบของ ปภ. และ DGA ซ้ำเป็นจำนวนมากเมื่อคืนที่ผ่านมา ปภ. และ DGA ได้หารือและเร่งตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว โดยยืนยันว่าเป็นการแจ้งเตือนที่ส่งไปยังผู้รับรายเดิม และไม่มีข้อมูลรั่วไหลหรือระบบของ DGA ถูกแฮ็ก ทั้งนี้ DGA ได้ระงับระบบการส่งต่อข้อมูลตั้งแต่เวลาประมาณ 22.00 น. ของเมื่อคืนที่ผ่านมา เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขระบบ ขณะนี้อาจยังมีข้อความบางส่วนที่ตกค้างและทยอยส่งถึงโทรศัพท์ของผู้ที่ติดตั้งแอปพลิเคชันอยู่ โดย ปภ. กรุงเทพมหานคร และ DGA อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบหาสาเหตุและแก้ไขระบบให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมขออภัยประชาชนในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น

ในช่วงท้าย นางสาวลลิดา กล่าวว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับการแจ้งเตือนเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ไม่ควรรอจนกว่าน้ำจะเข้าถึงบ้าน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วย ควรเตรียมสิ่งของจำเป็นและวางแผนการเดินทางหรือการเคลื่อนย้ายไว้ล่วงหน้า ทั้งนี้ รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์และแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการอัปเดตสถานการณ์อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น. และหากมีสถานการณ์สำคัญหรือจำเป็นต้องแจ้งเตือนก่อนกำหนด จะเร่งแจ้งให้ประชาชนทราบทันที