ECON & BIZ
PwCชี้โอกาสเติบโตระลอกใหม่ของไทย ในฐานะประตูการลงทุนสู่อาเซียน
กรุงเทพฯ, 6 ตุลาคม 2569- การกระจายห่วงโซ่อุปทาน การประยุกต์ใช้ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังเปิดฉากใหม่ของโอกาสการลงทุนในประเทศไทย พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้บทบาทของประเทศในฐานะประตูสู่อาเซียน ตามรายงานฉบับใหม่ของ PwC ประเทศไทยที่เผยแพร่ในวันนี้
การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังนำการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment: FDI) ระลอกใหม่เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และการแปรรูปอาหารของไทย ขณะที่ธุรกิจทั่วโลกปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและรองรับการขยายตัว
แรงส่งดังกล่าวสะท้อนจากมูลค่าธุรกรรมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศขั้นต้นของไทย ซึ่งแตะ 86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) ในปี 2568 ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) โดยสาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ และสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในแหล่งเงินลงทุนสำคัญ
รายงาน Thailand Investment Outlook: Hope, resilience, and growth ของ PwC ประเทศไทย ซึ่งเผยแพร่ก่อนการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 ณ กรุงเทพฯ วิเคราะห์แนวโน้มดังกล่าวและแนวทางที่ไทยจะสามารถเปลี่ยนแรงส่งด้านการลงทุนให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
รายงานระบุว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจใดเพียงภาคเดียว แต่เกิดจากจุดแข็งหลายด้าน ได้แก่ ตลาดภายในประเทศที่มีประชากร 71.7 ล้านคน ระบบนิเวศการผลิตยานยนต์ที่แข็งแกร่ง การเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ และความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สุขภาพ และอาหาร เมื่อผสานกัน จุดแข็งเหล่านี้สร้างโอกาสที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น ให้นักลงทุนต่อยอดการเติบโตได้หลายทางภายในตลาดเดียว
นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประตูเชิงยุทธศาสตร์สู่อาเซียน ซึ่งมีประชากรราว 700 ล้านคน และมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมประมาณ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 141.3 ล้านล้านบาท) ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะอยู่ที่ 4–5% โดยเฉลี่ยต่อปี อาเซียนถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกและมีศักยภาพด้านอุปสงค์ในระยะยาว ด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางภูมิภาค ความเชื่อมโยงทางการค้า และเครือข่ายคมนาคมของไทย จึงช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงโอกาสเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สี่ศูนย์กลางหนุนความได้เปรียบทางการแข่งขันที่หลากหลาย
ขีดความสามารถของไทยครอบคลุมสี่ศูนย์กลางสำคัญ ทั้งในอุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ได้แก่
- ยานยนต์: ไทยเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลิตรถยนต์ขนาดเล็กราว 1.5 ล้านคันในปี 2568 และกำลังสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดย EV คิดเป็น 53% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
- โลจิสติกส์: ไทยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งใจกลางภูมิภาค พร้อมขยายขีดความสามารถด้านระบบรางและท่าเรือ และมีความตกลงการค้าเสรี 17 ฉบับ โดยมีผลบังคับใช้แล้ว 15 ฉบับ ซึ่งช่วยเสริมการเชื่อมโยงในภูมิภาค
- การท่องเที่ยวและสุขภาพ: ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวราว 33 ล้านคนในปี 2568 และผู้ป่วยชาวต่างชาติประมาณ 3 ล้านคนต่อปี ซึ่งสนับสนุนระบบนิเวศด้านสุขภาพและสุขภาวะที่กำลังขยายตัว
- เกษตรและการแปรรูปอาหาร: ในฐานะ ‘ครัวของโลก’ ไทยติดอันดับหนึ่งในสิบผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก และกำลังยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง
จากโอกาสสู่การลงมือทำ
รายงานยังชี้ว่า การเปลี่ยนข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของไทยให้เป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิผล ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โครงการวีซ่าระยะยาว และการปรับปรุงกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ล้วนมุ่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตระยะต่อไปของประเทศ
การลงทุนจากบริษัทต่างชาติในช่วงที่ผ่านมายังแสดงให้เห็นว่าแรงส่งดังกล่าวกำลังเปลี่ยนเป็นกำลังการผลิตในภาคการเติบโตใหม่ของไทย ได้แก่ แผนลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.6 พันล้านบาท) ของ Google ในโครงการ Bangkok Cloud Region การขยายฐานการผลิตมูลค่า 693 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23.3 พันล้านบาท) ของ Western Digital และการลงทุน 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.5 พันล้านบาท) ของ BYD เพื่อจัดตั้งฐานการผลิตรถยนต์นั่งที่บริษัทเป็นเจ้าของทั้งหมดแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายแล้ว การต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมอาหารที่มีชีวิตชีวา และระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อนักลงทุนและบุคลากรต่างชาติในการใช้ชีวิตและทำงานในไทยได้อย่างสะดวกสบายในระยะยาว
นายภูวิณ หน่อชูเวช หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการประจำอาณาเขตและหุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า: “เรื่องราวการลงทุนของไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ โดยความได้เปรียบของประเทศไม่ได้อยู่ที่ภาคธุรกิจใดภาคหนึ่ง แต่อยู่ที่การผสานขนาดตลาด ความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรม และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานกระจายตัว และ AI กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานกำลังปรับโฉมเศรษฐกิจโลก ไทยมีโอกาสเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนเหล่านี้ให้เป็นการลงทุนและการเติบโตรูปแบบใหม่ พร้อมเสริมบทบาทในฐานะประตูสู่อาเซียน
“การคว้าโอกาสนี้จำเป็นต้องเชื่อมโยง AI การกระจายห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เข้ากับขีดความสามารถ โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรที่มีทักษะ เพื่อเปลี่ยนแรงส่งด้านการลงทุนให้เป็นคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว”
