IN NEWS

รัฐฯดันการศึกษาไทยรับยุคAI ผนึกWEF วางโรดแมปปี73ปั้นคนไทยพร้อมทำงาน



กรุงเทพฯ-รัฐบาลดันการศึกษาไทยรับยุค AI ผนึก WEF วางโรดแมปปี 2030 ปั้นคนไทยให้พร้อมทำงาน–เพิ่มโอกาสสร้างรายได้–แข่งขันได้ในเวทีโลก

วันนี้ (15 ตุลาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ เปิดเวทีหารือระดับสูงร่วม World Economic Forum และ World Bank ชูแนวคิด “ลงทุน–ใช้ข้อมูล–เริ่มทันที” วางแผนพัฒนาการศึกษา 3 ระยะ ตั้งแต่วันนี้ถึงปี 2030 และอนาคต มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาทักษะ AI เชื่อมการเรียนกับตลาดแรงงาน เปิดโอกาสเด็กไทยเรียนรู้ตรงความต้องการของผู้ประกอบการ พร้อมส่งเสริมคนทุกวัยเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและโลกการทำงาน โดยมุ่งเปลี่ยนแนวคิดจากการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนสำเร็จการศึกษาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพัฒนาคนให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้ได้จริง เพราะในโลกที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว การศึกษาต้องไม่เพียงสอนให้คนมีความรู้ แต่ต้องเตรียมคนไทยให้พร้อมรับโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และสามารถปรับตัวได้ตลอดชีวิต

ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเสวนาเชิงนโยบายระดับสูงระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ในหัวข้อ “การศึกษาเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2030 และอนาคต: การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงในเศรษฐกิจใหม่” ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจาก WEF ธนาคารโลก (World Bank) UNICEF ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางพัฒนาทุนมนุษย์และเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการวางทิศทางการพัฒนาการศึกษาที่เชื่อมโยงกับชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนในห้องเรียนกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับความสามารถ ขณะที่ประชาชนวัยทำงานสามารถพัฒนาทักษะใหม่ เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และลดความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี

สำหรับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ หากสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ

ด้านแรก เด็กไทยเรียนรู้ตรงกับโลกการทำงานมากขึ้น โดยมุ่งปรับหลักสูตรและวิธีประเมินผลให้เน้นสมรรถนะที่ใช้ได้จริง ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ทักษะดิจิทัล และการใช้ AI พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร เพื่อลดปัญหาการเรียนจบแต่ทักษะไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง

ด้านที่สอง เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาคนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันแนวคิด ASEAN Zero Dropout เพื่อลดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา มุ่งให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะมีฐานะหรือภูมิลำเนาแตกต่างกัน สามารถเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้มากขึ้น

ด้านที่สาม คนวัยทำงานมีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุค AI โดยมุ่งสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเพิ่มเติมทักษะ ยกระดับความสามารถ และสะสมผลการเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดอาชีพได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ ผู้ที่ต้องการเพิ่มทักษะในการทำงาน รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาบุคลากรให้ทันต่อเทคโนโลยี

ด้านที่สี่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงระบบการศึกษากับข้อมูลความต้องการกำลังคนของภาคธุรกิจ เพื่อให้การผลิตและพัฒนาบุคลากรสอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงกำลังคนที่มีคุณภาพ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นายประเสริฐได้เสนอวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นการศึกษาเป็นเพียง “ค่าใช้จ่าย” ไปสู่การมองว่าเป็น “การลงทุน” เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว พร้อมกำหนดแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ “ลงทุน–ใช้ข้อมูล–เริ่มทันที” และวางแผนขับเคลื่อนการศึกษาไทยเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

ระยะที่ 1 ปัจจุบัน–ปี 2027 วางรากฐานการศึกษาไทย เร่งยกระดับทักษะพื้นฐานของผู้เรียน เชื่อมโยงข้อมูลการศึกษารายบุคคลกับความต้องการทักษะและตลาดแรงงาน พร้อมผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการปฏิรูประบบการศึกษา

ระยะที่ 2 ปี 2028–2030 เร่งปรับการเรียนให้ทันโลก โดยมุ่งปรับหลักสูตรและการประเมินผลให้เน้นทักษะที่ใช้ได้จริง ส่งเสริมความสามารถด้านดิจิทัล AI และการคิดวิเคราะห์ ขยายรูปแบบการเรียนควบคู่การทำงาน พร้อมผลักดันการลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในระดับภูมิภาค

ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป สร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสะสมผลการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ต่อยอดการศึกษา การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือกับ World Economic Forum ใน 3 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์อนาคตของตลาดแรงงานไทยในเชิงลึกเพื่อนำมาพัฒนาหลักสูตร การวิจัยร่วมกันเพื่อค้นหาวิธีพัฒนาทักษะกำลังคนที่เกิดผลจริง และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจชั้นนำให้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรและการเรียนรู้ในสถานประกอบการ เพื่อให้ระบบการศึกษาสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้แทนจาก World Economic Forum ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric Skills) และการส่งเสริมให้แรงงานสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ โดยสะท้อนว่า ความก้าวหน้าของ AI ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การลดโอกาสในการทำงานเสมอไป หากกำลังคนได้รับการพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีก็สามารถเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ สร้างงานรูปแบบใหม่ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันให้การพัฒนาการศึกษาเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของคนไทยอย่างแท้จริง โดยนำองค์ความรู้และความร่วมมือระดับนานาชาติมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ตั้งแต่การสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ การเตรียมเยาวชนให้มีทักษะตรงกับโลกการทำงาน ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้คนวัยทำงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการทำให้เด็กไทยเรียนจบ แต่ต้องทำให้การศึกษาสร้างโอกาสในชีวิตได้จริง เด็กไทยควรมีทักษะที่นำไปประกอบอาชีพได้ คนวัยทำงานควรมีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และประเทศไทยต้องมีกำลังคนที่พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เพราะความสำเร็จของการศึกษาไม่ได้วัดเพียงจำนวนคนที่สำเร็จการศึกษา แต่ต้องมองไปถึงโอกาสในการทำงาน คุณภาพชีวิต และอนาคตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประชาชนด้วย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว