ECON & BIZ
เฟดเอ็กซ์เผยบทบาทไทยด้านบรรจุและ ประกอบเซมิคอนดักเตอร์โตต่อเนื่อง
กรุงเทพฯ 19 ตุลาคม 2569-เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (Federal Express Corporation) หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด่วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผยผลการศึกษาจากรายงานฉบับใหม่ที่จัดทำร่วมกับ Frost & Sullivan ซึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งในด้านการประกอบ การบรรจุ และการทดสอบคุณภาพ ท่ามกลางความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) โดยมีแรงหนุนจากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีการสื่อสารขั้นสูง
รายงาน “From AI to EVs: How APAC Semiconductors Drive the Global Innovation Map” ได้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยภูมิภาคนี้มีสัดส่วนรายได้ราว 58% ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก
การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกระจายตัวอยู่ในหลายตลาดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยแต่ละประเทศและเขตเศรษฐกิจมีบทบาทในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่าแตกต่างกันไป ซึ่งประเทศไทยก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายด้านการประกอบ การบรรจุ และการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค
“ทิศทางของนวัตกรรมในทศวรรษหน้าจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยัง รวมถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานที่รองรับการเติบโตของ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ซาลิล ชารีประธานบริษัท เฟดเอ็กซ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “เมื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจจึงต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย ระบบทำความเย็น ไปจนถึงชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงจากหลายตลาด ด้วยเหตุนี้ ความยืดหยุ่น การมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน และความคล่องตัวในการดำเนินงาน จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ซึ่งเฟดเอ็กซ์ได้ช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วเอเชียแปซิฟิก ศักยภาพในการขนส่งทั่วโลก และความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์เฉพาะทาง เพื่อช่วยให้นวัตกรรมเดินทางจากโรงงานสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
“การขยายตัวของภาคการผลิตยานยนต์ในประเทศไทย รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและการผลิตอัจฉริยะ กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ความต้องการเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงเพิ่มขึ้น” นายศศธร ภาสภิญโญ กรรมการผู้จัดการ เฟดเอ็กซ์ ประเทศไทย กล่าว “เมื่อชิปเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสมรรถนะ การเชื่อมต่อและความปลอดภัยของยานยนต์มากขึ้น ประเทศไทยจึงมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนวัตกรรมยานยนต์ยุคใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค”
เมื่อ AI กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน
การนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายส่งผลให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ความหนาแน่นสูง อุปกรณ์เครือข่าย ระบบทำความเย็น และโซลูชันด้านพลังงาน ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มักต้องผ่านกระบวนการผลิต การประกอบ และการทดสอบในโรงงานหลายแห่งทั่วโลก ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานมีความเชื่อมโยงและซับซ้อนยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้ชิปในปริมาณมากกว่ายานยนต์ทั่วไป รวมถึงเทคโนโลยี 5G Internet of Things (IoT) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค อุปกรณ์ทางการแพทย์ และระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม ต่างเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ในหลากหลายอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น
“เอเชียแปซิฟิก” ขุมพลังสำคัญของระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์โลก
รายงานดังกล่าวระบุว่า ตลาดต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิกมีจุดแข็งที่แตกต่างกันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ได้แก่
- จีน เป็นซัพพลายเออร์วัตถุดิบรายสำคัญ มีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Fabrication)
- ไต้หวัน เป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โดยมีสัดส่วนประมาณ 60% ของกำลังการผลิตชิปแบบรับจ้างผลิต (Foundry) ทั่วโลก
- เกาหลีใต้ เป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตชิปหน่วยความจำ และมีศักยภาพด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง
- ญี่ปุ่น มีบทบาทสำคัญในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ วัสดุ และปัจจัยการผลิตเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย กำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านการประกอบ การบรรจุ และการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์
ความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของแต่ละตลาดทำให้เกิดระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การประกอบ การบรรจุ การทดสอบ ตลอดไปจนถึงการนำเซมิคอนดักเตอร์ไปใช้งาน มักเกิดขึ้นในหลายประเทศก่อนที่ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจะออกสู่ตลาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังมีบทบาทสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมรับโอกาสการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในตลาดเฉพาะทางที่มีมูลค่าสูง
ผลสำรวจล่าสุดจากงาน FedEx SEMICON Taiwan 2026 ยังสะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค โดยผู้ตอบแบบสำรวจเกือบ 4 ใน 5 รายคาดการณ์ว่า ไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และฮ่องกง รวมถึงญี่ปุ่น จะเป็นตลาดที่มีความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงสามปีข้างหน้า
นอกจากนี้ 35% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังระบุว่า บริษัทของตนมีแผนขยายฐานการผลิตไปยังตลาดอื่น ๆ ในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มเติมในช่วงสามปีข้างหน้า ขณะที่ 25% มีแผนเพิ่มหรือกระจายแหล่งจัดซื้อทั้งภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับการเติบโตมากยิ่งขึ้น
ห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนจากการเน้นประสิทธิภาพ สู่การสร้างความยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจเริ่มหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทางภูมิรัฐศาสตร์ ความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่ยังคงสร้างความท้าทายให้กับการดำเนินงาน
ผลสำรวจสะท้อนแนวโน้มดังกล่าว โดย 30% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดต่อการเติบโตของธุรกิจ ตามมาด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และความซับซ้อนด้านการค้าข้ามพรมแดนและกระบวนการศุลกากร
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงเริ่มนำกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานมาใช้ควบคู่กับรูปแบบการดำเนินงานแบบ Just-in-Time มากยิ่งขึ้น ทั้งการกระจายฐานการดำเนินงานในหลายพื้นที่และการสำรองสินค้าคงคลัง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวกำลังเพิ่มความต้องการเครือข่ายโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อรองรับ การขนส่งสินค้ามูลค่าสูงที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
“โลจิสติกส์” อีกแรงขับเคลื่อนการเติบโตระลอกใหม่ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ความรวดเร็วและการเข้าถึงข้อมูลสถานะการขนส่งจะเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ ด้านโลจิสติกส์ในอนาคต โดย 44% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า การขนส่งระหว่างประเทศที่รวดเร็วขึ้นเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในการเลือกพันธมิตรด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานในช่วงสามปีข้างหน้า
นอกเหนือจากความรวดเร็วแล้ว ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังจำเป็นต้องมีการดูแลและรักษาความปลอดภัยตลอดการขนส่ง ความสามารถในการติดตามสถานะการขนส่ง และบริการขนส่งข้ามพรมแดนที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อรองรับการจัดส่งสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
ท่ามกลางความต้องการด้านการขนส่งเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น เฟดเอ็กซ์ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงรายวันระหว่างไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยขยายเวลารับฝากพัสดุรอบสุดท้าย (cut-off time) ออกไปมากกว่าสามชั่วโมง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายศูนย์ถ่ายลำสินค้า Taoyuan Transshipment Center ในไต้หวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาค
