IN NEWS

พาณิชย์จับมือเช็คบิลนอมินีขยะปราจีนฯ ดีบีดีเอ็กซเรย์41บริษัทขยะ/คต.เข้มนำเข้า



กรุงเทพฯ-พาณิชย์เอาจริง! โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ลุยตรวจธุรกิจรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจ.ปราจีนบุรี หลังพบความผิดปกติอาจมีชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) และดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย จากการสกรีนข้อมูลธุรกิจประเภทขยะในจ.ปราจีนบุรี พบธุรกิจขยะที่ไม่เป็นอันตรายมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 41 บริษัท และธุรกิจขยะที่เป็นอันตรายมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 3 บริษัท ลงพื้นที่ตรวจเข้ม พบ 4 บริษัทเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกและดำเนินคดีต่อไป ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศ เล่นด้วยใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดในการสกัดกั้นการนำเข้าขยะและของเสียผิดกฎหมายอย่างรัดกุม พร้อมผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะจากต่างประเทศ

ดีบีดี.ลงพื้นที่ปราจีนบุรีตรวจเข้า41บริษัทขยะเอ็กซเรย์ "นอมินี"

นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(ดีบีดี) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “จากกรณีที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจ.ปราจีนบุรี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนทางมลพิษแก่ระบบนิเวศและประชาชนในพื้นที่ในวงกว้าง รวมทั้ง บริษัทฯ ดังกล่าวอาจมีการใช้คนไทยเป็นตัวแทน  อำพราง (นอมินี) ในการประกอบธุรกิจ โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด ในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ตรวจสอบการดำเนินธุรกิจว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายหรือไม่ รวมถึงให้ขยายการตรวจสอบไปยังบริษัทที่ประกอบธุรกิจขยะทั้งหมดที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น ในจ.ปราจีนบุรี เพื่อทลายขบวนการทุนเทาชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย

อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า กรมฯ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจฯ ดังกล่าวทันที โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบรายละเอียดของบริษัทตั้งแต่การเริ่มต้นจดทะเบียนจัดตั้ง เงินทุนที่นำมาลงทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้น อำนาจการบริหารธุรกิจที่แท้จริง รวมถึงความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่นที่อาจกระทำความผิดฐานใช้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้น พบ 4 บริษัทมีพฤติกรรมเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นนอมินี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรีจึงได้นำส่งข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวน สอบสวน และนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยที่อาจเป็นตัวแทนแบบอำพราง (นอมินี) ด้วย

นอกจากนี้ ได้ขยายผลตรวจสอบธุรกิจขยะในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น โดยจากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล (Intelligence Business Analytics System: IBAS) ของกรมฯ พบว่า นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่ประกอบธุรกิจประเภทขยะในจ.ปราจีนบุรี มีจำนวน 44 ราย แบ่งออกเป็น 1) ธุรกิจประเภทขยะที่ไม่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 41 ราย แบ่งเป็น 1.1) ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% จำนวน 37 ราย และ 1.2) ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% จำนวน 4 ราย 2) ธุรกิจประเภทขยะที่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 3 ราย แบ่งเป็น 2.1) ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% จำนวน 2 ราย และ 2.2) ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% จำนวน 1 ราย ซึ่ง กรมฯ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินีทันที ซึ่งหากตรวจพบว่าดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดต่อไป

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายตามหน้าที่และอำนาจของหน่วยงาน ด้วยการชี้เป้านิติบุคคลต้องสงสัยที่คาดว่าจะมีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจ และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ขจัดความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ดำเนินการประกอบธุรกิจโดยสุจริตและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้เพียงลำพังหน่วยงานเดียวได้ ต้องบูรณาการความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569) ทั่วประเทศมีบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจประเภทขยะและมีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น รวมทั้งสิ้น 2,863 ราย แบ่งเป็น 1) ธุรกิจประเภทขยะที่ไม่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 2,568 ราย แบ่งเป็น 1.1) ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% จำนวน 2,438 ราย และ 1.2) ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% จำนวน 130 ราย 2) ธุรกิจประเภทขยะที่เป็นอันตราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด 295 ราย แบ่งเป็น 2.1) ชาวต่างชาติถือหุ้นน้อยกว่า 50% จำนวน 288 ราย และ 2.2) ชาวต่างชาติถือหุ้นเท่ากับหรือมากกว่า 50% จำนวน 7 ราย

ทั้งนี้ สามารถแจ้งเบาะแสธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หัวข้อ แจ้งเบาะแสนอมินี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 4419 หรือ Call Center 1570” อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

คต. ผนึกกำลังพันธมิตรสกัดนำเข้าขยะผิดกฎหมาย  

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา คต. ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ขยะเทศบาล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษพลาสติก ยางรถใช้แล้ว และเศษยาง เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามคำร้องขอของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้มีการหารือการกำหนดมาตรการร่วมกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยกรมฯ ยังคงยึดมั่นและบังคับใช้ประกาศดังกล่าวอย่างเข้มงวดสูงสุด ป้องกันไม่ให้ไทยเป็นแหล่งรองรับขยะจากต่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากการนำของเสียที่อาจก่อให้เกิดมลพิษหรือมีข้อจำกัดในการกำจัดเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ การใช้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการนำเข้าและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าอย่างครอบคลุมทุกมิติ กรมฯ ได้ดำเนินการเชิงรุก โดยประสานไปยังสถานทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เพื่อขอความร่วมมือในการกำกับดูแลและแจ้งเตือน ผู้ส่งออกในประเทศต้นทาง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการห้ามนำเข้าของไทยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการส่งขยะหรือของเสียต้องห้ามเข้ามายังประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งกรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดระเบียบ ตรวจสอบข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการนำเข้า ตลอดจนมุ่งปกป้องการสำแดงสินค้าไม่ตรงตามข้อเท็จจริง และการลักลอบนำเข้า โดยเฉพาะกรณีการนำเข้าเศษโลหะที่อาจมีขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือของเสียต้องห้ามแอบแฝงหรือสำแดงเท็จปะปนเข้ามา พร้อมกันนี้ได้มีการหารือเพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบร่วมกัน (Joint Inspection) ในการประเมินความเสี่ยงสินค้า และการพิจารณาหลักเกณฑ์เพิ่มเติมภายใต้กรอบกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน เพื่อคุมเข้มไม่ให้มีขยะหรือของเสียที่เข้าข่ายสินค้าต้องห้ามแฝงเข้ามาพร้อมกับเศษโลหะ ขณะเดียวกันยังคงอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการนำเข้าเศษโลหะคุณภาพดีที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้

คต. ยืนยันเดินหน้าสกัดการนำเข้าขยะและของเสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำกับดูแลการนำเข้ามีประสิทธิภาพ ป้องกันการนำเข้าสิ่งต้องห้าม ลดความเสี่ยงด้านมลพิษ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ควบคู่กับการส่งเสริมให้การนำเข้าสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้