LEARNING
รามาธิบดีถอดบทเรียนคลินิกเบาหวาน 'ระยะสงบ'9พื้นที่ทั่วประเทศ
กรุงเทพฯ – 22 ตุลาคม 2569: หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เตรียมจัดการประชุมหารือ
ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูล ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง “การประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานตามแนวทางการจัดทำคลินิกผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบ (DM Remission)” ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ณ ห้องพระแม่ธรณี 4–5 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษา แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากหน่วยบริการในพื้นที่ และร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการขับเคลื่อนบริการเบาหวานระยะสงบในระบบสุขภาพไทย
ผลการสังเคราะห์ข้อมูลจากหน่วยบริการสุขภาพ 9 แห่ง ครอบคลุมบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิจากหลายภูมิภาคทั่วประเทศ สะท้อนประเด็นสำคัญว่า การเข้าสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ การลดน้ำหนัก หรือวินัยในการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบการดูแลสุขภาพที่ต้องทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับผู้ป่วยและครอบครัว หน่วยบริการสุขภาพ ชุมชน ไปจนถึงระบบนโยบายและการจัดสรรทรัพยากร
เบาหวานระยะสงบไม่ใช่การหายขาด และความสำเร็จไม่ได้มีเพียงการหยุดยา
อาจารย์ นายแพทย์ปวินท์ ศรีวิเชียร หัวหน้าโครงการวิจัย หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า
“การเข้าสู่เบาหวานระยะสงบไม่ควรถูกมองว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความพยายามของผู้ป่วยเพียงลำพัง เพราะเบื้องหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยยังมีปัจจัยอีกหลายด้าน ทั้งความพร้อมของครอบครัว สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต ความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ตลอดจนการสนับสนุนจากบุคลากรและระบบบริการ หากต้องการให้ผู้ป่วยสามารถรักษาผลลัพธ์ได้ในระยะยาว ระบบสุขภาพจำเป็นต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดูแลตนเอง ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดไปให้ผู้ป่วย”
ทั้งนี้ ภาวะเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยมีระดับ HbA1c ต่ำกว่า 6.5% ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ใช้ยาลดระดับน้ำตาล อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการหายขาด ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องรักษาพฤติกรรมสุขภาพ ติดตามระดับน้ำตาล และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างต่อเนื่อง
การศึกษายังสะท้อนว่า การประเมินความสำเร็จไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการหยุดยาและค่า HbA1c เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการลดขนาดหรือจำนวนยา การควบคุมโรคได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มยา การลดน้ำหนัก ความสามารถในการทำงานและเคลื่อนไหว คุณภาพชีวิต ความมั่นใจในการจัดการสุขภาพตนเอง ตลอดจนการลดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการ
4 ความท้าทายเชิงระบบที่ต้องเร่งแก้ไข
- ความท้าทายด้านเกณฑ์การเข้าถึงบริการและความเป็นธรรม การเปลี่ยนผ่านจากการใช้เกณฑ์ตัวเลขตายตัว (เช่น HbA1c) สู่การประเมินความเสี่ยง ความพร้อม และเป้าหมายรายบุคคล ยังมีความท้าทายเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร (เช่น แถบตรวจ SMBG) รวมถึงความเสี่ยงที่ระบบอาจจำกัดสิทธิ์หรือทอดทิ้งผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อนที่ยังมีโอกาสเข้าสู่ระยะสงบต่ำ แต่ยังคงต้องการการสนับสนุนการดูแลอย่างต่อเนื่อง
- ความท้าทายด้านความยืดหยุ่นของรูปแบบบริการและการบูรณาการเครือข่าย ความหลากหลายของบริบทพื้นที่ทำให้ไม่สามารถใช้รูปแบบบริการแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบเดียว (One-size-fits-all) ได้ ตลอดจนความท้าทายในการยกระดับเครือข่ายปฐมภูมิ รพ.สต. อสม. ครอบครัว และชุมชน ให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียง “ผู้ช่วยในคลินิก” สู่การเป็น “โครงสร้างการดูแลต่อเนื่อง” ที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง
- ความท้าทายด้านกำลังคน ความมั่นคงของทีม และภาระงาน การดำเนินงานในหลายพื้นที่ยังคงพึ่งพาบุคลากรหลักเพียงไม่กี่คน และมีความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) เนื่องจากภาระงานติดตามทางไกล การประเมินข้อมูล และการประสานงาน ยังไม่ได้รับการนับรวมหรือสนับสนุนอย่างเป็นทางการ สะท้อนความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงของทีมและการกระจายความรู้ให้สามารถทดแทนกันได้ (Cross-training / Distributed capacity)
- ความท้าทายด้านระบบข้อมูลและการใช้ประโยชน์เพื่อการปรับพฤติกรรม ระบบข้อมูลส่วนใหญ่ยังติดกับดักของการเก็บเพื่อรายงานตามตัวชี้วัด มากกว่าการนำข้อมูลย้อนกลับมาใช้เป็นกลไก (Feedback loop) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง รวมถึงการที่ทีมสุขภาพยังขาดระบบข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจปรับแผนการดูแลและพัฒนาคุณภาพบริการได้อย่างทันท่วงที
7 ข้อเสนอเชิงนโยบาย สู่ระบบดูแลเบาหวานระยะสงบระดับประเทศ
จากข้อค้นพบดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้สังเคราะห์และยกร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 ประเด็นสำคัญ เพื่อใช้เป็นกรอบหารือและพัฒนาทางเลือกในการยกระดับระบบบริการสุขภาพไทย ดังนี้
1. บูรณาการบริการเบาหวานระยะสงบเข้าสู่ระบบบริการโรคเรื้อรังตามปกติ
ผลักดันการดูแลเบาหวานระยะสงบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) และ Service Plan สาขา NCD พร้อมกำหนดชุดบริการพื้นฐานระดับประเทศอย่างน้อย 8 องค์ประกอบ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงและความพร้อมของผู้ป่วย การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การสนับสนุนด้านอาหารและกิจกรรมทางกาย การติดตามและปรับยาอย่างปลอดภัย การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน การติดตามระยะยาว และระบบส่งต่อ โดยเปิดให้แต่ละพื้นที่ปรับรูปแบบบริการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
2. พัฒนาเส้นทางบริการหลายระดับที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเป็นธรรม
ออกแบบบริการให้สอดคล้องกับความเสี่ยงทางคลินิก ความพร้อม ความสมัครใจ และความต้องการของผู้ป่วย ตั้งแต่การดูแลตามปกติ การใช้เครื่องมือสนับสนุน ไปจนถึงการดูแลเข้มข้น โดยไม่ตัดผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน ผู้ใช้อินซูลิน หรือผู้ที่มีโอกาสเข้าสู่ระยะสงบต่ำออกจากระบบสนับสนุน หากสามารถได้รับประโยชน์จากการดูแลในรูปแบบอื่น
3. สร้างเครือข่ายการดูแลต่อเนื่องระดับอำเภอ
เชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่าย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ป่วยต้นแบบ และครอบครัว โดยกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ ระบบส่งต่อข้อมูล และช่องทางปรึกษาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งในสถานพยาบาล บ้าน และชุมชน
4. พัฒนากำลังคนและระบบสนับสนุนภาระงานอย่างเป็นทางการ
ยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้าน NCD พร้อมจัดโครงสร้างทีมสำรองและผู้สืบทอด นับภาระงานติดตามทางไกลและการประสานงานเป็นภาระงานที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ตลอดจนพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพ เพื่อให้ระบบบริการไม่ต้องพึ่งพาความเสียสละของบุคลากรเป็นหลัก
5. ปรับระบบการเงินการคลังสู่การจ่ายเงินแบบผสม (Hybrid Payment)
พัฒนารูปแบบการจ่ายเงินที่สนับสนุนทั้งกระบวนการดูแลและผลลัพธ์ โดยครอบคลุมค่าจัดการดูแล (Care Management Fee) ผลลัพธ์ระหว่างทาง และผลสำเร็จระยะยาว รวมถึงคำนึงถึงความซับซ้อนของผู้ป่วย เพื่อให้หน่วยบริการสามารถดูแลผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม ไม่มุ่งเน้นเพียงผลสำเร็จปลายทาง
6. พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ของระบบสุขภาพ (Learning Health System)
จัดทำชุดข้อมูลมาตรฐานที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยบริการได้ ลดการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน และสนับสนุนให้ข้อมูลถูกนำกลับมาใช้ในการตัดสินใจดูแลผู้ป่วย การบริหารจัดการบริการ และการพัฒนาคุณภาพระบบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการจัดเก็บข้อมูลเพื่อรายงานตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว
7. จัดการปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (Social Determinants of Health: SDOH)
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างระบบสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) สถานศึกษา สถานประกอบการ และชุมชน เพื่อจัดการปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น การเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเข้าถึงอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ และการสนับสนุนจากครอบครัว อันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
เปิดเวทีแลกเปลี่ยน เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติ
ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวเปิดการประชุม โดยภายในงานจะมีการนำเสนอผลการศึกษาโดยนักวิจัยหน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ ก่อนเปิดเวทีเสวนาและอภิปรายกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ตลอดจนร่วมพิจารณาทิศทางและทางเลือกในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีอาจารย์ นายแพทย์ปวินท์ ศรีวิเชียร หัวหน้าโครงการวิจัย เป็นผู้สรุปผลการหารือและกล่าวปิดการประชุม

คณะผู้วิจัยคาดหวังว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดองค์ความรู้จากพื้นที่สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปพัฒนาระบบบริการได้จริง โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความถูกต้องทางคลินิก ความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และความยั่งยืนของระบบสุขภาพในระยะยาว
