IN NEWS

ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาอีสานสู่โต๊ะครม.สัญจร 'ผ้าหมี่ขิดอุดรธานี'ลายไหบ้านเชียง-ดอกบัว



กรุงเทพฯ-รองโฆษกรัฐบาลเผยโฉมเสื้อผ้าหมี่ขิดที่คณะรัฐมนตรีเตรียมสวมใส่ในการประชุม ครม. สัญจร จ.อุดรธานี วันที่ 2–3 พ.ย. 2569 ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ่านผ้าย้อมครามธรรมชาติ ลายไหบ้านเชียงมรดกโลก และลายดอกบัว สะท้อนภูมิปัญญาช่างทอที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 2–3 พฤศจิกายน 2569 คณะรัฐมนตรีเตรียมสวมใส่เสื้อที่นำผ้าหมี่ขิดอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานีมาประยุกต์ใช้ ถ่ายทอดเรื่องราวของท้องถิ่นผ่านลวดลายบนผืนผ้า สะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่ไม่ได้มีเพียงความงดงาม แต่ยังบอกเล่าประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชน

เสื้อดังกล่าวตัดเย็บจากผ้าพื้นสีน้ำเงินเข้มย้อมครามธรรมชาติ ทอด้วยเทคนิค 4 ตะกอ เกิดเป็นลายลูกแก้วที่มีมิติและเอกลักษณ์ โดยผ้าพื้นมาจากวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทอผ้ามัดหมี่ย้อมครามดงยาง–พรพิบูลย์ อำเภอพิบูลย์รักษ์ แหล่งเรียนรู้การทอผ้ามัดหมี่ย้อมครามที่สืบทอดฝีมือกันมาหลายรุ่น ก่อนนำมาตกแต่งด้วยผ้าหมี่ขิดที่รวมลวดลายสำคัญของจังหวัดไว้บนเสื้ออย่างมีความหมาย

สองลายเด่น บอกเล่ารากเหง้าและความงดงามของอุดรธานี

ลายแรกคือ “ลายไหบ้านเชียง” ที่เชื่อมโยงกับแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมบ้านเชียง สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมที่ทำให้อุดรธานีเป็นที่รู้จัก ขณะที่ “ลายดอกบัว” สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามของธรรมชาติ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชน

ความโดดเด่นของผ้าหมี่ขิดอยู่ที่กระบวนการทออันประณีต ใช้เทคนิค “เก็บขิด” หรือ “เก็บดอก” จำนวน 58 ไม้ สลับกับการมัดหมี่และใช้สีจากครามธรรมชาติ ผลิตโดยกลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และผลิตผ้าทอมือจากกี่โบราณ รวมถึงเป็นแหล่งรวบรวมผ้าทอพื้นเมืองจากช่างทอทั่วจังหวัด

เมื่อนำผ้าพื้นย้อมครามมาผสานกับผ้าหมี่ขิดที่มีลวดลายเฉพาะตัว จึงเกิดเป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนทั้งความประณีตของงานหัตถศิลป์และเรื่องราวของบ้านเกิด โดยแนวคิดของลวดลายยังสื่อถึงความมั่งคั่ง ความยั่งยืน ความร่มเย็นเป็นสุข และความงดงามที่ส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น

จาก “ธานีผ้าหมี่ขิด” สู่การต่อยอดภูมิปัญญาให้ชุมชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อุดรธานีมีรากฐานภูมิปัญญาผ้าทอมือที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยชุมชนบ้านนาข่าเริ่มรวมกลุ่มทอผ้ามัดหมี่และผ้าขิดอย่างจริงจังใน พ.ศ. 2517 จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์จังหวัดที่สะท้อนผ่านคำขวัญ “ธานีผ้าหมี่ขิด” ต่อมาใน พ.ศ. 2534–2535 ยังมีการจัดทำผ้าหมี่ขิดประวัติศาสตร์เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองอุดรธานีครบ 99 ปี โดยช่างทอ 150 กลุ่มทั่วจังหวัดร่วมกันทอผ้าผืนเดียวความยาว 1,199 เมตร กว้าง 60 เซนติเมตร ประกอบด้วยลวดลายมากกว่า 600 ลาย ปัจจุบันจัดแสดง ณ ศูนย์ออกแบบสร้างสรรค์และสิ่งทอ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

การออกแบบเสื้อผ้าหมี่ขิดสำหรับการประชุม ครม. สัญจรครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดอุดรธานีกับศูนย์ออกแบบสร้างสรรค์และสิ่งทอ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยนำทุนทางวัฒนธรรมมาประยุกต์ให้เข้ากับการใช้งานร่วมสมัย ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมีพื้นที่นำเสนอในวงกว้าง และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รู้จักฝีมือของกลุ่มทอผ้าในจังหวัดมากยิ่งขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การนำผ้าหมี่ขิดมาเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม ครม. สัญจร ไม่เพียงเป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของจังหวัดเจ้าภาพ แต่ยังเป็นโอกาสในการสะท้อนคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือของช่างทอไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง การสืบสานผ้าทอพื้นเมืองจึงไม่ใช่เพียงการรักษาลวดลายจากอดีต แต่คือการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดคุณค่าในปัจจุบัน และสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

สำหรับการประชุม ครม. สัญจร จังหวัดอุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้รัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกร ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคอื่น ๆ โดยการเตรียมข้อเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่จะมุ่งเน้น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเกษตร อาหาร การแก้ไขปัญหายาเสพติด การพัฒนาการค้าชายแดน และการท่องเที่ยว