IN NEWS

ประมวลภารกิจนายกฯอนุทินเยือนภูฎาน ถกขยายความร่วมมือ3ด้าน/ต่อยอดFTA



นายกฯภูฏาน นำนายกฯ ไทย เยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมและสักการะหลวงพ่อสัจจธรรม สานสัมพันธ์สองประเทศผ่านมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรม ต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ก่อนหน้านี้ไทย–ภูฏาน เดินหน้าขยายความร่วมมือ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สาธารณสุข พลังงานสะอาด และการเงินภาคเกษตร มุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ยกระดับบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้พบปะคนไทยในภูฏาน ชื่นชมเป็นกำลังสำคัญร่วมพัฒนาประเทศ ย้ำทุกคนเป็น “ทูต” สานสัมพันธ์ไทย–ภูฏานให้แน่นแฟ้น และก่อนหน้านั้นได้หารือทวิภาคีนายกฯ ภูฏาน กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ต่อยอด FTA เปิดตลาดสินค้าไทย หนุนเอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน–พลังงานสะอาด ขยายความร่วมมือด้านสาธารณสุขและการศึกษา

นายกฯภูฏาน นำนายกฯ ไทย เยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมและสักการะหลวงพ่อสัจจธรรม

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569) เวลา 10.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ สถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อสัจจธรรม หรือพระพุทธรูปดอร์เดนมา (Great Buddha Dordenma) กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏานได้นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยาและคณะ เยี่ยมชมศิลปวัฒนธรรมภูฏานและสักการะหลวงพ่อสัจจธรรม โดยนายกรัฐมนตรีได้ถวายผ้าขาทักและจุดตะเกียงเนยตามธรรมเนียมของภูฏาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ร่วมชื่นชมศิลปวัฒนธรรมและมรดกทางพระพุทธศาสนาของภูฏาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของประชาชน สะท้อนถึงความผูกพันทางศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับภูฏาน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน และขยายความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างกัน

สำหรับหลวงพ่อสัจจธรรม เป็นพระพุทธรูปพระศากยมุนีหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และปิดทอง สูงประมาณ 52 เมตร ประดิษฐานบนเนินเขาคูเอนเซลโฟดรัง (Kuenselphodrang) ภายในองค์พระประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็กจำนวน 125,000 องค์ ถือเป็นศาสนสถานสำคัญและสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความผาสุกของภูฏาน อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญของกรุงทิมพู

การเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งนอกจากการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างประชาชนและวางรากฐานความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน

ไทย-ภูฏาน เดินหน้าขยายความร่วมมือ 3 ด้านสำคัญ

เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย

1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ มุ่งพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การป้องกันและควบคุมโรค การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และการวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกล และการประยุกต์ใช้ AI ตลอดจนการส่งต่อผู้ป่วยชาวภูฏานมารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพและการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

2. บันทึกความเข้าใจต่อเนื่องระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารเพื่อการพัฒนาภูฏาน จำกัด (BDBL) มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อสีเขียวเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน การพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อ การเชื่อมโยงบริการโอนเงินระหว่างประเทศ และการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินและขยายช่องทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของทั้งสองประเทศ

3. บันทึกการหารือด้านความร่วมมือพลังงานสะอาด ระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) กระทรวงการคลังภูฏาน และบริษัท Norion Renewable Energy Limited เพื่อให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง ขนาด 100 เมกะวัตต์ ในภูฏาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือทั้ง 3 ฉบับสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับภูฏาน และผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านสาธารณสุข พลังงาน และเศรษฐกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

“รัฐบาลไทยมุ่งต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับภูฏานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ภูฏาน ซึ่งตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกฯ พบปะคนไทยในภูฏาน ชื่นชมเป็นกำลังสำคัญร่วมพัฒนาประเทศ

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. (เวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบปะและพูดคุยกับชุมชนชาวไทยในภูฏาน ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้กลับมาเยือนภูฏานอีกครั้ง หลังจากเคยเดินทางมาเมื่อเดือนเมษายน 2568 เพื่อปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศในช่วงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเป็นพิเศษระหว่างไทยกับภูฏาน พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ กรุงทิมพู และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ฯ ในฐานะทีมประเทศไทย (Team Thailand) ที่ให้การดูแลและอำนวยความสะดวกแก่คนไทยในภูฏานมาโดยตลอด

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ชุมชนคนไทยในภูฏานจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่คนไทยทุกคนมีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาประเทศภูฏาน ทั้งอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand: FFT) ที่นำความรู้และความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ไปถ่ายทอดและเสริมสร้างทักษะให้แก่ชาวภูฏาน ตลอดจนคนไทยที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมภูฏาน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยคนไทยทุกคนที่พำนักและทำงานอยู่ในภูฏานเปรียบเสมือน “ทูต” ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนที่สละเวลามาร่วมพบปะกัน และฝากให้ดูแลรักษาสุขภาพ รวมทั้งให้กำลังใจเยาวชนไทยที่อยู่ในภูฏานตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

นายกฯหารือทวิภาคีนายกฯภูฏานกระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้นต่อยอดFTA เปิดตลาดสินค้าไทย

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ สำนักนายกรัฐมนตรีภูฏาน (Gyalyong Tshogkhang) อาคารรัฐสภาภูฏาน กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับดาโช เชริง โตบเกย์ (H.E. Dasho Tshering Tobgay) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในโอกาสเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีภูฏาน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับภูฏาน แม้ทั้งสองประเทศจะไม่มีพรมแดนติดต่อกัน แต่มีมิตรภาพและความผูกพันที่แน่นแฟ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี ขณะที่ประชาชนภูฏานนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยและชื่นชอบสินค้าไทย สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนภูฏานครั้งนี้สืบเนื่องจากการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏานระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีภูฏานได้เชิญให้เดินทางเยือนภูฏานเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองเกเลฟู ในโอกาสโครงการก่อสร้างสถูป 108 องค์ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันของทั้งสองประเทศ นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญ และเห็นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยกระชับมิตรภาพและขยายความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ผู้นำทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย–ภูฏาน โดยเห็นพ้องว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าการค้าและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน นายกรัฐมนตรีภูฏานเห็นว่า FTA ไทย–ภูฏาน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดภูฏาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งภูฏานสนใจนำเข้ารถยนต์จากไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่สามารถใช้วัตถุดิบจากภูฏานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและภูฏานยังมีโอกาสขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อีกมาก โดยไทยมีศักยภาพในการส่งออกสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรคุณภาพสูง อาทิ ข้าวหอมมะลิ อาหารทะเล เนื้อไก่ และเนื้อสุกร ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดภูฏาน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้ภูฏานเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม และโครงการด้านพลังงาน รวมถึงส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน ตลอดจนขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนในเมืองเกเลฟู ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

ด้านสาธารณสุขและการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ของภูฏาน ขณะที่ฝ่ายภูฏานประสงค์จะส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางมารับการรักษาพยาบาลและใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน ซึ่งไทยมีบุคลากรและสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ

ด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นายกรัฐมนตรีภูฏานแสดงความสนใจที่จะขยายความร่วมมือด้านการศึกษากับประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทยของประชาชนภูฏาน เพื่อพัฒนาบุคลากรที่สามารถสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในภูฏาน อันจะช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงานและเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

ด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศพบหารือกัน เพื่อแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดเวทีหารือทางธุรกิจ (Business Forum) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยและภูฏานพบปะและแสวงหาความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ เทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อกำหนดการลงนามความตกลงความร่วมมือ 3 ฉบับ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏานในระยะต่อไป

ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรีภูฏานกล่าวว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานทรงให้ความสำคัญกับการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ และมีพระราชประสงค์ให้ฝ่ายภูฏานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อัน