IN NEWS

สรุปผลประชุมครม.สัญจรอุดรธานีในวันนี้ 'ให้รฟท.กู้1.8หมื่นล./จัดรูปที่ดิน8.5พันไร่



อุดรธานี-ครม.เห็นชอบการกู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน (กรณีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย) วงเงิน 18,000 ล้านบาท ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570/ครม.เห็ชอบการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ Global Cross - Border Privacy Rules (Global CBPR)System Forum ของประเทศไทย/ครม. เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และ จ.เพชรบุรี รวมเนื้อที่กว่า 8,500 ไร่ มุ่งพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม ระบบส่งน้ำและทางลำเลียงในแปลงนา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกู้เงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494มาตรา 39 (4) โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้ค้ำประกัน รวมทั้งพิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดตามความเหมาะสม ซึ่ง รฟท. จะดำเนินการกู้เงินได้ภายหลังจากวงเงินกู้ได้รับการบรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2576 ที่ผ่านความเห็นชอบตามขั้นตอนแล้ว ทั้งนี้ การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ให้ รฟท. พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง สำหรับการกู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน(กรณีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 18,000 ล้านบาท ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประสบกับปัญหาขาดทุน มาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก รฟท. ต้องจัดสรรรายได้ไว้เพื่อจ่ายชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายเงินกู้และจัดสรรไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางระบบราง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ รถจักรและล้อเลื่อน ค่าใช้จ่ายในการเดินรถ และค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รฟท. มีเงินสดจ่ายมากกว่าเงินสดรับ จำนวนทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รฟท. จึงจำเป็นต้องขอเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบการกู้เงินในครั้งนี้ เพื่อบรรเทาการขาดสภาพคล่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเพื่อให้มีเงินสดหมุนเวียนในการใช้จ่ายดำเนินงาน โดย รฟท. จะเป็นผู้รับภาระต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงินและให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้ค้ำประกัน รวมทั้งพิจารณาจัดหาแหล่งเงินกู้ วิธีการกู้เงินเงื่อนไข และรายละเอียดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การกู้เงินของ รฟท. ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2570 ด้วยแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม (คค.) แจ้งว่าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กค. โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ 

ครม.เห็ชอบการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือGlobal CBPR

นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยอีกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.)นำเสนอ ดังนี้ 
1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแสดงเจตจำนงการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือว่าด้วยกฎเกณฑ์ความเป็นส่วนตัวในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนระดับสากล (Global Cross - Border Privacy Rules : Global CBPR) (หนังสือแสดงเจตจำนงฯ) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ดศ. โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงฯ
3. มอบหมายให้ สคส. เป็นหน่วยงานประสานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ Global CBPR ของประเทศไทย

สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบต่อร่างหนังสือแสดงเจตจำนงการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือว่าด้วยกฎเกณฑ์ความเป็นส่วนตัวในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนระดับสากล (Global Cross - Border Privacy Rules : Global CBPR) (หนังสือแสดงเจตจำนงฯ) เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ (Full Member) ของกรอบความร่วมมือ Global CBPR เพื่อให้เอกชนในประเทศไทยสามารถส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังหน่วยงานที่ตั้งในประเทศสมาชิกได้อย่างมีความน่าเชื่อถือและสะดวกรวดเร็ว ซึ่งการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือดังกล่าว ประเทศไทยจะต้องส่งร่างหนังสือแสดงเจตจำนงฯ เพื่อให้มีการพิจารณาในเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการรับรองในการประชุมของสมาชิก Global CBPR (Global Forum Assembly) ในห้วงเดือนธันวาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญ เช่น (1) ประเทศไทยเห็นพ้องกับหลักการและวัตถุประสงค์ของกรอบความร่วมมือตามที่ระบุไว้ในปฏิญญาปฏิญญาว่าด้วยกฎเกณฑ์ความเป็นส่วนตัวข้ามพรมแดนระดับสากลและกรอบความร่วมมือ Global CBPR Framework (2023) (2) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านความเป็นส่วนตัวของประเทศไทยเป็นผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกความร่วมมือระดับสากลด้านการบังคับใช้กฎหมายความเป็นส่วนตัว และ (3) ระบบกฎหมายภายในของประเทศไทย (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) รับรองระบบ Global CBPR เป็นกลไกการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ Global CBPR จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยให้สอดคล้องตามหลักสากล ซึ่งช่วยลดช่องว่างทางกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างประเทศและลดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ในขณะเดียวกันจะช่วยลดภาระและต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่ซ้ำซ้อนของภาคธุรกิจไทย โดยสามารถใช้มาตรฐานการรับรองนี้เป็นกลไกกลางในการส่งหรือโอนข้อมูลข้ามพรมแดนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises) ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและต้นทุนในการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือ Global CBPR ได้อย่างทั่วถึง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ดิจิทัลของประเทศ 

ครม.เห็นชอบร่างพ.ร.ฎ. กำหนดเขตสำรวจจัดรูปที่ดิน2จังหวัด รวมกว่า 8,500 ไร่ 

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดิน จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ได้แก่ 1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในท้องที่ตำบลกมลาไสย ตำบลหลักเมือง ตำบลเจ้าท่า และตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ประมาณ 4,030 ไร่ และ 2. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในท้องที่ตำบลหนองกะปุและตำบลห้วยข้อง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ 4,512 ไร่ รวมพื้นที่ทั้ง 2 แห่งประมาณ 8,542 ไร่

การกำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 เพื่อกำหนดพื้นที่ที่สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจและเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการจัดรูปที่ดิน โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบพื้นที่ และพิจารณานำที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตสำรวจมาใช้ประโยชน์ในการจัดรูปที่ดินได้ตามกฎหมาย

การจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก ปรับปรุงระบบส่งน้ำ คูระบายน้ำ และทางลำเลียงในระดับแปลงนา เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงน้ำและบริหารจัดการพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการทำเกษตรแบบครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด ลดต้นทุนและความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรกรรมในระยะยาว

สำหรับขั้นตอนต่อไป ครม. เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ. กำหนดเขตสำรวจจัดรูปที่ดิน 2 จังหวัด รวมกว่า 8,500 ไร่ หนุนพัฒนาระบบชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพเกษตรกรรม

โปรย: รองโฆษกรัฐบาลเผย ครม. เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และ จ.เพชรบุรี รวมเนื้อที่กว่า 8,500 ไร่ มุ่งพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม ระบบส่งน้ำและทางลำเลียงในแปลงนา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดิน จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ได้แก่ 1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในท้องที่ตำบลกมลาไสย ตำบลหลักเมือง ตำบลเจ้าท่า และตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ประมาณ 4,030 ไร่ และ 2. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในท้องที่ตำบลหนองกะปุและตำบลห้วยข้อง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ 4,512 ไร่ รวมพื้นที่ทั้ง 2 แห่งประมาณ 8,542 ไร่

การกำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 เพื่อกำหนดพื้นที่ที่สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจและเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการจัดรูปที่ดิน โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบพื้นที่ และพิจารณานำที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตสำรวจมาใช้ประโยชน์ในการจัดรูปที่ดินได้ตามกฎหมาย

การจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก ปรับปรุงระบบส่งน้ำ คูระบายน้ำ และทางลำเลียงในระดับแปลงนา เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงน้ำและบริหารจัดการพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการทำเกษตรแบบครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด ลดต้นทุนและความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรกรรมในระยะยาว