BANGKOK
กทม.เตรียมมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกัน 'โรคฝีดาษวานร'เปิดสายด่วน1646/24ชม.
กรุงเทพฯ-นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพบผู้ป่วยมีอาการคล้ายโรค MPOX (ฝีดาษวานร) เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรว่า จากการตรวจสอบประวัติการรักษา พบว่าในระยะแรกผู้ป่วยเข้ารับการตรวจด้วยอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่ มีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต และมีผื่นซึ่งลักษณะยังคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังทั่วไป ผลการเจาะเลือดและตรวจปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์ได้แนะนำให้ผู้ป่วยพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (Admit) เพื่อติดตามการดำเนินโรคและวินิจฉัยแยกโรคอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ป่วยปฏิเสธการอยู่โรงพยาบาล แพทย์จึงจ่ายยารักษาตามอาการและยาปฏิชีวนะตามข้อบ่งชี้ ต่อมาผู้ป่วยกลับมาตรวจอีกครั้งด้วยอาการท้องผูก ซึ่งยังเป็นอาการที่ไม่อาจชี้ชัดถึงโรคฝีดาษวานรได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการดำเนินโรคเข้าสู่ระยะที่ผื่นมีลักษณะจำเพาะเข้าได้กับโรคฝีดาษวานร ผู้ป่วยได้เข้ารับการตรวจที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาฯ และถูกส่งตัวกลับมาตามสิทธิ์ที่โรงพยาบาลในสังกัด สนพ. ทีมแพทย์ได้นำผู้ป่วยเข้าห้องแยกโรคทันที ป้ายตัวอย่างรอยโรคส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และรายงานทีมสอบสวนโรค เนื่องจากขณะนั้นเตียงผู้ป่วยในเต็ม จึงได้เสนอทางเลือกโดยให้แนะนำทางเลือกให้ผู้ป่วย ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลทางด้านควบคุมโรค หรือกักตัวแยกโรคที่บ้าน (Home Isolation) โดยมีทีมแพทย์ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน สนพ. ได้ยกระดับมาตรการ (SOP) เพื่อให้การวินิฉัยโรคของโรงพยาบาลในสังกัดแม่นยำมากขึ้น และลดระยะเวลาการวินิจฉัยในอนาคต ประกอบด้วย (1) เพิ่มความเข้มข้นในการคัดกรอง (High Risk Screening) โดยซักประวัติเชิงลึกเรื่องการสัมผัสใกล้ชิด การเดินทาง และพฤติกรรมเสี่ยง ตั้งแต่จุดคัดกรองแรกรับ (2) ปรับเกณฑ์การส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง (Clinical Threshold) โดยหากผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายต้องสงสัย แม้ลักษณะผื่นจะยังไม่ชัดเจน ให้ส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ หรือแพทย์ผิวหนังทันที และ (3) ทบทวนความรู้ทางคลินิก โดยเน้นย้ำให้แพทย์และพยาบาลด่านหน้าตระหนักถึงรูปแบบการเกิดผื่นและอาการของโรคฝีดาษวานรที่อาจแสดงออกแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย
สำหรับแนวทางการรักษา การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการควบคุมโรค สนพ. ปฏิบัติตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัดในทุกโรงพยาบาล ดังนี้ (1) การวินิจฉัย เมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) จะเก็บสิ่งส่งตรวจ (Swab จากตุ่มน้ำ/ตุ่มหนอง) ส่งตรวจด้วยวิธี Real-time PCR ที่ห้องปฏิบัติการอ้างอิงเพื่อให้ผลที่แม่นยำที่สุด (2) การควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ผู้ป่วยต้องสงสัยระดับสูงจะถูกแยกเข้าห้องความดันลบ (Negative Pressure Room) หรือห้องแยกโรคที่ได้มาตรฐาน บุคลากรทางการแพทย์ต้องสวมชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เต็มรูปแบบ (3) การติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง โดยประสานงานร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. และสำนักอนามัย เพื่อสอบสวนโรคและให้ผู้สัมผัสใกล้ชิดสังเกตอาการตนเองอย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 21 วัน และ (4) การดูแลกลุ่มอาการไม่รุนแรง หากประเมินแล้วว่าสามารถกักตัวที่บ้านได้ จะมีระบบ Telemedicine ติดตามอาการ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการแยกของใช้และสุขอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ครอบครัว
ทั้งนี้ โรคฝีดาษวานรสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ (เช่น การกอด จูบ มีเพศสัมพันธ์ หรือพูดคุยในระยะ 1 เมตรโดยไม่ป้องกัน) รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยข้อแนะนำสำหรับประชาชนและกลุ่มเสี่ยง ให้หมั่นสังเกตอาการ หากมีประวัติเสี่ยง ให้เฝ้าระวังตนเอง 21 วัน หากมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต (บริเวณหลังหู คอ ขาหนีบ) และมีตุ่มน้ำ/ตุ่มหนองขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก มือ เท้า หรือใบหน้า ให้รีบพบแพทย์ทันที ส่วนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัว ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ สำหรับการรับวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ/ฝีดาษวานร แนะนำสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูง หรือสามารถฉีดเพื่อป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (Post-Exposure Prophylaxis) ภายใน 14 วันหลังรับเชื้อ โดยผู้ที่มีอาการสงสัยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือที่ “คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย กทม.” (BKK Pride Clinic) ปัจจุบันเปิดให้บริการ 24 แห่ง เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและเป็นความลับ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สังเกตอาการ หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพ สนพ.กทม. โทร. 1646 ตลอด 24 ชั่วโมง
