IN NEWS

ครม.เคาะเพิ่มเวลาชดเชยดอกเบี้ยให้ผปก. ออกไปอีก6เดือนขยายจนถึง30เม.ย.69



กรุงเทพฯ-ครม. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าฯ ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือนจากเดิม สิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569

วันนี้ 6 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยใช้ร้อยละ 90 ของราคาเฉลี่ย ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568

2. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569

3. รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอรับการจัดสรรจากงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

4. ส่วนโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้ พณ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.)

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ พณ. ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้ 

(1) เห็นชอบการปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อต้นข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ) ปีการผลิต 2568/69 ส่งผลให้วงเงินสินเชื่อปรับลดลงจากเดิม 36,232.50 ล้านบาท เป็น 35,011.50 ล้านบาท (ปรับลดลง 1,221 ล้านบาท) และวงเงินจ่ายขาดปรับลดลง จากเดิม 9,164.23 ล้านบาท เป็น 9,013.24 ล้านบาท (ปรับลดลง 150.99 ล้านบาท) เนื่องจากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มต่ำกว่าราคาการให้สินเชื่อต่อตันตามโครงการ 

(2) เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก (โครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ) ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569 

(3) เห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่ง พณ. จะดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป และ

 (4) รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามกระบวนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามระเบียบ ตลอดจนประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่า การขออนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ ปีการผลิต 2568/69 การขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ ปีการผลิต 2566/67 และการขอให้รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของ พณ. ได้ และสามารถรับทราบเรื่องดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร ส่วนการขอความเห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา