OPINION

กอทูเลวิวัฒน์: จุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย:ฟอนต์  สีดำ



บทนำ: เมื่อเสียงปืนเปลี่ยนเป็นเสียงประกาศแห่งอำนาจอธิปไตย

ท่ามกลางสายหมอกที่โอบคลุมทิวเขาถนนธงชัยในเช้าตรู่ของวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศชายแดนตะวันตกของประเทศไทยมิได้ถูกสั่นสะเทือนด้วยเพียงเสียงกึกก้องของอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างที่เคยเป็นมาตลอดหลายทศวรรษ หากแต่เป็นเสียงกังวานของการประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของอาเซียน นั่นคือการสถาปนา "สาธารณรัฐกอทูเล" (Republic of Kawthoolei) อย่างเป็นทางการ การอุบัติขึ้นของรัฐชาติใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนทางประวัติศาสตร์นี้ มิใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนผ่านสถานะจาก "กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์" สู่ "โครงสร้างแห่งรัฐ" ที่ท้าทายกรอบแนวคิดเรื่องรัฐอธิปไตยในภูมิภาคอย่างรุนแรง

ปฐมบทแห่งความชอบธรรม: มรดกจากสายเลือดและกาลเวลา

การเลือกวันที่ 7 มกราคม เป็นวันประกาศเอกราช มิใช่ความบังเอิญทางปฏิทิน หากแต่เป็นศิลปะแห่งการสื่อสารทางการเมือง (Political Marketing) ที่เปี่ยมด้วยนัยยะสำคัญ เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 78 ปีแห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวกะเหรี่ยง การเชื่อมโยง "อดีตอันขมขื่น" เข้ากับ "ปัจจุบันอันเปี่ยมหวัง" ช่วยสร้างฐานความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ให้แก่รัฐเกิดใหม่นี้อย่างแน่นหนา

ยิ่งไปกว่านั้น การปรากฏตัวของ พลเอกเนอดา เมียะ (General Nerdah Mya) ในฐานะประธานาธิบดีคนแรก เปรียบเสมือนการดึงพลังจากตำนานที่ยังมีลมหายใจ ในฐานะบุตรชายของ พลเอกโบเมียะ (General Bo Mya) ไอคอนผู้ล่วงลับของการต่อสู้กะเหรี่ยง การสืบทอดอำนาจนี้มิใช่เพียงเรื่องของสายเลือด แต่คือการส่งสารไปทั่วโลกว่า "กอทูเล" คือภาคต่อของอุดมการณ์ที่ไม่มีวันตาย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในหมู่มวลชนกะเหรี่ยงผ่านสัญลักษณ์และบารมีที่สะสมมานานหลายชั่วอายุคน

อำนาจโดยพฤตินัย: รัฐที่มีตัวตนก่อนคำประกาศ

ในทางรัฐศาสตร์ "กอทูเล" มิได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นรัฐที่มีอยู่จริงโดยพฤตินัย (De Facto State) มาเนิ่นนานแล้ว กองทัพกอทูเล (Kawthoolei Army) มิใช่เพียงกลุ่มนักรบป่า แต่คือโครงสร้างความมั่นคงที่มีระบบระเบียบ มีการปกครองส่วนท้องถิ่น มีระบบภาษี และที่สำคัญที่สุดคือ "ความชำนาญในภูมิประเทศ" ที่หาใครเปรียบได้ยาก

ความน่าเกรงขามของกองทัพกอทูเลมิได้วัดกันที่เทคโนโลยีอาวุธนำวิถีหรือเครื่องบินรบราคาแพง หากแต่อยู่ที่การเป็น "เจ้าบ้าน" ผู้รู้ทุกตารางนิ้วของผืนป่า พวกเขาใช้ยุทธวิธีแบบเครือข่ายที่แทรกซึมไปกับชุมชน ทำให้ศัตรูจากส่วนกลางที่เข้ามาเปรียบเสมือน "คนตาบอดในบ้านผู้อื่น" การควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์และสายส่งกำลังบำรุงที่เข้มแข็งนี้เอง คือรากฐานที่ทำให้กอทูเลสามารถประกาศตนเป็นรัฐได้อย่างมั่นใจ แม้บนแผนที่โลกจะยังไม่ขีดเส้นแบ่งใหม่ก็ตาม

ประเทศไทย: ตัวแปรชี้ชะตาในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ศูนย์กลางของพายุภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้มิได้อยู่ที่เมืองหลวงของมหาอำนาจโลก แต่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะ "ผู้คุมกุญแจ" และ "ผู้แบกรับภาระ" ไปพร้อมกัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกะเหรี่ยงนั้นซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายด้วยกรอบการทูตแบบรัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว

ไทยเผชิญกับ "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก" (Diplomatic Dilemma) อย่างแสนสาหัส:

  1. การเมินเฉย: หากไทยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ย่อมหมายถึงการเสียโอกาสในการประสานงานด้านความมั่นคงและปัญหายาเสพติดกับผู้มีอำนาจตัวจริงในพื้นที่
  2. การตอบรับ: หากไทยแสดงท่าทีปฏิสัมพันธ์ที่ชัดเจนเกินไป ย่อมกลายเป็นการลบหลู่อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกลางเมียนมา และอาจสั่นคลอนเสาหลักของอาเซียนเรื่องการไม่แทรกซึมกิจการภายใน

ในขณะที่ไทยกำลังประคองตัวบนเส้นขนานที่เปราะบางนี้ ผู้เล่นอย่าง "สิงคโปร์" กลับถูกมองว่าอาจเป็นชาติแรกที่ใช้แนวทางปฏิสัมพันธ์เชิงพฤตินัย (De Facto Interaction) โดยเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำ แยกธุรกิจออกจากมิติการรับรองรัฐอย่างเป็นทางการ (De Jure Recognition) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บีบให้ไทยต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วน

บทสรุป: แผนที่ดินที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร

ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ "แผนที่บนพื้นดิน" ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างถาวร แม้ "แผนที่บนกระดาษ" จะยังคงเดิม สาธารณรัฐกอทูเลมิได้เป็นเพียงความฝันของชนกลุ่มน้อยอีกต่อไป แต่คือองคาพยพทางการเมืองที่มีตัวตน มีกองทัพ และมีอำนาจปกครองที่แท้จริง

โลกกำลังเฝ้ามองว่าอาเซียนและประเทศไทยจะรับมือกับ "รัฐในม่านหมอก" นี้อย่างไร ปัญหาที่เคยถูกซุกไว้ใต้พรมมานานเกือบศตวรรษ บัดนี้ได้ผุดขึ้นมาท้าทายยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบเดิมๆ กอทูเลมิใช่เพียงบททดสอบของชาวกะเหรี่ยง แต่คือบททดสอบความชาญฉลาดทางการทูตของไทยในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องแสวงหาจุดสมดุลระหว่าง "หลักการสากล" และ "ความจริงหน้าบ้าน" อย่างไม่อาจเลี่ยงได้

แหล่งอ้างอิงที่แนะนำ (References):

  1. Smith, M. (1999). Burma: Insurgency and the Politics of Ethnicity. Zed Books.
  2. Pedersen, M. B. (2008). Promoting Human Rights in Burma: A Critique of Western Sanctions Policy. Rowman & Littlefield.
  3. Thant Myint-U. (2019). The Hidden History of Burma: Race, Capitalism, and the Crisis of Democracy in the 21st Century. W. W. Norton & Company.
  4. South, A. (2008). Ethnic Politics in Burma: States of Conflict. Routledge.
  5. International Crisis Group. (2023). Myanmar’s Borderlands: The New Geopolitics of Resistance.