BANGKOK

กทม.ติดตามสถานการณ์-เฝ้าระวังการแพร่ ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ใกล้ชิด



กรุงเทพฯ-นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวกรณีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) หลังพบการระบาดในประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อแล้ว 5 ราย ว่า สนอ. ได้ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน อย่างไรก็ตาม โรคไวรัสนิปาห์เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์อาจมีอาการตั้งแต่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันและสมองอักเสบที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน และเจ็บคอ ก่อนจะมีอาการทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และสมองอักเสบเฉียบพลัน บางรายอาจมีปอดอักเสบและภาวะหายใจล้มเหลว ในรายรุนแรงอาจเกิดอาการชักและเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24–48 ชั่วโมง ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 4–14 วันหลังสัมผัสเชื้อ แต่อาจยาวนานได้ถึง 45 วัน ทั้งนี้ ผู้ที่รอดชีวิตจากสมองอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่อาจฟื้นตัวได้ดี แต่อาจมีผลกระทบทางระบบประสาทในระยะยาว เช่น โรคลมชัก หรือการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ

สำหรับแนวทางการป้องกันโรค สนอ. ได้แนะนำให้ประชาชนล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หรือผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น และควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย เช่น ค้างคาว หรือสุกร โดยตรง หากพบสัตว์ป่วย หรือตายผิดปกติควรรีบแจ้งผู้รับผิดชอบในพื้นที่ รวมถึงควรปรุงอาหารให้สุก และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่เก็บจากต้น หรือรับประทานผลไม้ที่มีรอยสัตว์กัดแทะ หากมีประวัติเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือมีประวัติเดินป่า เก็บมูลค้างคาว และมีอาการต้องสงสัยดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ทันท่วงที ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์สามารถติดต่อได้หลายทาง ได้แก่ การติดต่อจากสัตว์สู่คนจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ มูล หรือเลือดของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้และสุกร การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน เช่น ผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาว หรือดื่มน้ำช่อดอกมะพร้าว หรือน้ำอินทผลัมที่ปนเปื้อน และการติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ซึ่งมักพบในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วย หรือบุคลากรทางการแพทย์

ขณะเดียวกัน สนอ. ได้ประสานด่านควบคุมโรคที่สนามบินในการคัดกรองผู้เดินทาง โดยใช้เครื่อง Thermo Scan ตรวจวัดอุณหภูมิ สังเกตอาการผิดปกติ เช่น อาการไอ หอบเหนื่อย หรืออาการทางระบบประสาท รวมถึงให้ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแสดงข้อมูลสุขภาพ เพื่อแจ้งประวัติการสัมผัสสัตว์ หรือบุคคลที่เป็นโรค รวมทั้งกำหนดมาตรการเชิงรุกสำหรับกลุ่มเสี่ยง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าข่ายผู้ป่วยต้องสงสัย (PUI) จะดำเนินการแยกกักในห้องแยกกักโรคเบื้องต้น ส่งตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการทันทีและดำเนินการสอบสวนโรค เพื่อติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด หรือผู้ร่วมคณะเดินทางอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังสถานพยาบาลในสังกัด โดยกำหนดให้รายงานโรคทันที เน้นย้ำให้บุคลากรทางการแพทย์ซักประวัติการเดินทางและการสัมผัสสัตว์อย่างละเอียด พร้อมเตรียมอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ เช่น ชุด PPE และหน้ากากอนามัยให้เพียงพอ ควบคู่กับดำเนินมาตรการสื่อสารความเสี่ยง โดยให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านสื่อออนไลน์และสื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถสังเกตอาการตนเอง รู้จักการป้องกันโรค หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี และงดสัมผัส หรือใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นเพื่อสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลของประชาชนในสถานการณ์ดังกล่าว