IN NEWS

5สถาบันการเงินแห่ลดดอกเบี้ยตามกนง. จาก1.25เหลือ1%ต่อปีคาดฟื้นศก.ไทยได้



กรุงเทพฯ-คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี ทำให้ธนาคารต่างๆ เริ่มทยอยลดดอกเบียตาม ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าดูแลลูกค้า ลดดอกเบี้ยเงินกู้ หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว มีผล 2 มี.ค. 2569 ด้านบสย. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.1% ต่อปี คงเหลือ 5.25% ต่อปี เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ส่วนธอส. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาระผ่อนชำระเงินงวดให้ลูกค้า โดยอัตราดอกเบี้ย MOR อยู่ที่ 5.850% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย MLR อยู่ที่ 6.150% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 6.145% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับไอแบงก์ขานรับมติ กนง. เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ด้วยการปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อ ควบคู่กับการตรึงอัตราผลตอบแทนเงินฝาก เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และส่งผ่านประโยชน์ด้านต้นทุนทางการเงินไปยังภาคธุรกิจและประชาชน มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไปและธ.กรุงไทยช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR MLR และ MRR ลดภาระหนี้และต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง ประคองการจ้างงาน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน มีผล 2 มี.ค.นี้

คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี 

เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว 

กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

ธนาคารกสิกรไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้มีผล 2 มี.ค. 2569

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และมีการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ควบคู่กับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่กดดันกำลังซื้อนั้น ธนาคารพร้อมตอบรับมติ กนง. ดังกล่าว เพื่อร่วมสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างเหมาะสมในช่วงเวลาที่ท้าทาย

เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้า ธนาคารจึงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป รายละเอียดดังนี้

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดลงเป็น 6.52%

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลงเป็น 6.34%

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลดลงเป็น 6.58%

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของธนาคารในการเคียงข้างลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการ SME และลูกค้ารายย่อย เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการกระแสเงินสด โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ของบางภาคส่วนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน และวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ธนาคารจะยังคงติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลลูกค้าอย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงเวลา สำหรับลูกค้าที่กำลังเผชิญปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ธนาคารพร้อมรับฟังและพิจารณาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสม โดยสามารถติดต่อผ่านทุกช่องทางบริการของธนาคารได้ตลอดเวลา เพื่อให้ก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน    

บสย. ลดดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 5.25% ต่อปี มีผล 2 มี.ค. นี้

จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากระดับ 1.25% มาอยู่ที่ 1.00% ต่อปี โดยมีผลทันที เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาเชิงโครงสร้าง เงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้น ประกอบกับสินเชื่อโดยรวมที่หดตัวต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับผู้ประกอบการ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.1% ต่อปี คงเหลือ 5.25% ต่อปี เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมา บสย. ยืนหยัดในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะการลดภาระทางการเงิน เพื่อให้ SMEs สามารถประคับประคองธุรกิจ เดินหน้าต่อได้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน ที่เกิดจากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวลดลง ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐ การหดตัวของสินเชื่อโดยรวม และผลกระทบจากเหตุพิพาทชายแดน

ปัจจุบัน บสย. มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ลด ปลดหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน พิเศษกลุ่มลูกหนี้ที่ต้องการ “ปลดหนี้” ปิดบัญชี ลดต้นสูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” (หนี้คงเหลือไม่เกิน 2 แสนบาท) และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้ SMEs (หนี้คงเหลือมากกว่า 2 แสนบาท) ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปลดหนี้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ส่วนลูกหนี้ที่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้ บสย. มอบสิทธิประโยชน์หลากหลาย แบ่งตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยชูจุดเด่น อาทิ ผ่อนเริ่มต้น 500 บาท ตัดต้นก่อนตัดดอก ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี มุ่งช่วยลูกหนี้ให้สามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ และสามารถฟื้นฟูกิจการได้อีกครั้ง

ธอส. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาระผ่อนชำระเงินงวดให้ลูกค้า

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% ต่อปี ธอส. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระเงินงวดให้ลูกค้า โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) อยู่ที่ 5.850% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) อยู่ที่ 6.150% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) อยู่ที่ 6.145% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์โดยส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้

ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นผู้นำด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย และมีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” พร้อมดูแลลูกค้าในทุกสถานการณ์ ได้จัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยต่ำรองรับลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง รวมถึงกลุ่มเปราะบางให้มีบ้านง่ายขึ้น อีกทั้งยังจัดทำมาตรการแก้ไขหนี้ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้ารักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป ภายใต้แนวคิด Beyond Housing Bank สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

ไอแบงก์ขานรับมติ กนง. ปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อ ควบคู่กับการตรึงอัตราผลตอบแทนเงินฝาก

นางวิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “การปรับอัตราดังกล่าวเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับมติของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และทิศทางนโยบายการเงินของประเทศ รวมถึงแนวทางของรัฐบาลในการใช้มาตรการทางการเงินเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลดต้นทุนทางการเงินในระบบ เพื่อสนับสนุนการลงทุน การใช้จ่าย และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชนและประชาชน ไอแบงก์ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นกลไกทางการเงินของรัฐในการสนับสนุนเศรษฐกิจ การปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อควบคู่กับการตรึงอัตราผลตอบแทนเงินฝากในครั้งนี้ เป็นการสร้างสมดุลระหว่างผู้ฝากเงินและผู้ใช้สินเชื่อ เพื่อให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ และสามารถส่งผ่านประโยชน์ไปสู่เศรษฐกิจจริงได้อย่างเหมาะสม” นางวิมลรัตน์กล่าว

สำหรับรายละเอียดการปรับอัตรา ธนาคารได้ปรับลดอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) คงเหลือร้อยละ 7.55 ต่อปี อัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (SPRL) คงเหลือร้อยละ 7.68 ต่อปี และอัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) คงเหลือร้อยละ 7.85 ต่อปี

ไอแบงก์ยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและทิศทางนโยบายของภาครัฐอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ด้านอัตราผลตอบแทนและอัตรากำไรให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ดำเนินงานตามหลักการเงินอิสลาม ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน และขับเคลื่อนบทบาทสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า เพื่อสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมกับลูกค้า สังคม และประเทศต่อไป

ธ.กรุงไทยช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR MLR และ MRR

นางสาวศรัณยา เวชากุล ประธานผู้บริหาร Financial, Strategy & Resources Management ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากความท้าทายรอบด้านและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการดำรงชีพของภาคครัวเรือน ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.270%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.300%ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) เหลือ 6.845%ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้าประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ประคองการจ้างงาน  สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ธนาคารกรุงไทย ยืนหยัดบทบาทการเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการลดภาระทางการเงิน การแก้หนี้อย่างยั่งยืน การฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ และการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ภายใต้ระเบียบการค้าโลกใหม่ ผ่านการสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ NPL วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทาง “Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่อเศรษฐกิจไทย”  โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที  รวมถึงผลิตภัณฑ์ของธนาคาร อาทิ สินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน และสินเชื่อใบแจ้งหนี้ ซึ่งผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนในระยะยาว  สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”