IN NEWS

นายกฯห่วงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สั่งทุกหน่วยรับมือผลกระทบจากสงคราม



กรุงเทพฯ-นายกรัฐมนตรีห่วงใยความปลอดภัยของคนไทยในตะวันออกกลาง สั่งการให้พร้อมดูแลประชาชนตลอด 24 ชม.เตรียมส่งเครื่องบินรับคนไทยกลับบ้าน พร้อมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมของศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ด้าน เอกนิติฯ สั่งการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนรมว.อรรถพล” สั่งด่วน ! เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งให้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สำหรับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และปลัดฯ แรงงาน เผย แรงงานไทยในตะวันออกกลางปลอดภัยดี ยัน กระทรวงแรงงานมีแผนรองรับหากเข้าขั้นวิกฤต ย้ำ ชะลอจัดส่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สั่งแรงงานจังหวัดสื่อสารญาติคลายกังวล 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งครั้งนี้ แต่มีพี่น้องประชาชนชาวไทยหลายหมื่นคนที่ไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศต่าง ๆ ในแถบดังกล่าว

รัฐบาลไทยถือว่าความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะผู้ที่กำลังพำนักอยู่ในประเทศอิหร่านและอิสราเอล

รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้คนไทยในพื้นที่มีความปลอดภัย และสามารถเดินทางกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้ประสานงานและหารืออย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมอากาศยานของไทยไปรับพี่น้องชาวไทยที่ติดอยู่ในประเทศอิหร่านออกมาก่อนเป็นลำดับแรก

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องชาวไทยอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานและติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานความมั่นคงอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง

นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า สถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเตรียมการทุกวิถีทางเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศให้เหลือน้อยที่สุด ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในระยะฟื้นตัว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและทีมงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อพลิกวิกฤตในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่านร่วมกันกราบอาราธนาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพบูชา ตลอดจนพระสยามเทวาธิราช และพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงดลบันดาลประทานพรและปกป้องคุ้มครองให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบอยู่ในขณะนี้ มีความปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง และไม่ให้ได้รับผลกระทบใด ๆ จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ภารกิจในการช่วยเหลือและดูแลพี่น้องชาวไทยในพื้นที่สู้รบในตะวันออกกลางครั้งนี้สำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลโดยเร็วที่สุด

ก.การต่างประเทศเปิดวอร์รูมประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานการประชุมของศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในแต่ละประเทศ

ที่ประชุมรับทราบว่า ปัจจุบัน มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมประมาณ 110,000 คน และในภาพรวม ยังไม่มีรายงานว่า มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคได้มีประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศทางการจากรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ แนวปฏิบัติต่าง ๆ ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ ตลอดจนคำแนะนำให้คนไทยที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง เร่งเดินทางออกจากพื้นที่หรืออาจพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัยในพื้นที่ อีกทั้งยังได้เตรียมความพร้อมในส่วนของแผนอพยพคนไทย ซึ่งอาจมีโอกาสที่จะประสานกับประเทศอื่น ๆ หรือองค์การระหว่างประเทศด้วย ซึ่งกำลังเตรียมแผนอพยพของตนเช่นกัน

ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเปิดให้คนไทยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับไทย ทั้งยังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้านเพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกการอพยพคนไทยออกนอกประเทศหากมีความจำเป็น ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเมินผลกระทบ และเตรียมแผนรองรับที่เหมาะสมตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่อไป

เอกนิติฯ สั่งการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) (ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก) ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลเบื้องต้นได้ ดังนี้

1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) : กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel): หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel): ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น

4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel): ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 (YoY) และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3

5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel): ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Economies) โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม และสามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel): สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า “พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที”

“รมว.อรรถพล” สั่งด่วน ! เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

 “กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านปริมาณสำรองและด้านราคาน้ำมัน แต่ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และในส่วนของก๊าซธรรมชาติได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้ กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลงด้วย" นายอรรถพล กล่าว

ททท.เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.)

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางปิดน่านฟ้า ททท.สำนักงานต่างประเทศได้ติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดศูนย์ ศตท. เพื่อเป็นกลไกหลักในการรวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ โดยได้จัดทำการประเมินสถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง ครอบคลุมการบริหารจัดการสื่อสาร การดูแลนักท่องเที่ยว และการฟื้นฟูตลาดเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

จากการติดตามเบื้องต้น พบว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดตะวันออกกลาง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ได้รับแจ้งยกเลิกเที่ยวบินจากสายการบินระหว่างประเทศที่มีเส้นทางบินไปยังหรือเชื่อมต่อผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 59 เที่ยวบิน อาทิ สายการบิน Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Kuwait Airways, Air Arabia, Fly Dubai, El Al, Arkia Israeli และ Saudi Arabian Airlines ส่งผลให้การเดินทางเข้า–ออกภูมิภาคดังกล่าวหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดตะวันออกกลางอยู่ในช่วงเทศกาลถือศีลอด (รอมฎอน) ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่การเดินทางชะลอตัวอยู่แล้ว

ในส่วนของการดูแลนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ททท. ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับท่าอากาศยาน สายการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ตั้งจุดอำนวยความสะดวก จัดเตรียมน้ำดื่ม และเปิดพื้นที่พักคอยชั่วคราว ขณะที่สายการบินได้จัดหาที่พักสำรองให้แก่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ ทำให้จำนวนผู้โดยสารตกค้างภายในสนามบินมีไม่มากนัก สำหรับท่าอากาศยานอื่น ๆ ททท. ได้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ททท. ได้สั่งการให้ด้านตลาดในประเทศประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้าง พร้อมทั้งเตรียมแผนกระตุ้นตลาดภายในประเทศและตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อรองรับและทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบ โดยทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย ททท. จะเร่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเดินหน้าดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ททท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แก่ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวและบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมในภาวะวิกฤตครั้งนี้

ปลัดฯ แรงงาน เผย แรงงานไทยในตะวันออกกลางปลอดภัยดี ยัน กระทรวงแรงงานมีแผนรองรับหากเข้าขั้นวิกฤต ย้ำ ชะลอจัดส่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สั่งแรงงานจังหวัดสื่อสารญาติคลายกังวล

ปลัดฯ แรงงาน เผย แรงงานไทยในตะวันออกกลางปลอดภัยดี

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศูนย์ช่วยเหลือประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการรองรับช่วยเหลือแรงงานไทยที่ไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางหากสถานการณ์รุนแรง โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมด้วย ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ และแรงงานส่วนใหญ่ยังคงทำงานได้ตามปกติอย่างปลอดภัย ขอยืนยันว่าแรงงานไทยทุกคนในอิสราเอลยังคงปลอดภัยดี และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบ ซึ่งได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งได้จัดทำแผนรองรับตามความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่สำหรับการเผชิญเหตุ ตั้งแต่สถานการณ์คงที่ไปจนถึงการเยียวยาหลังสิ้นสุดเหตุการณ์ โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1 สถานะคงที่ เป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีการสู้รบจำกัดอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น สนามบินหรือเขตทหาร และยังไม่กระทบถึงระดับพลเรือนมากนัก ระดับที่ 2 เหตุสู้รบขยายวงกว้าง เมื่อมีความรุนแรงและความถี่ในการสู้รบมากขึ้น หรือมีภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ ระดับที่ 3 สถานการณ์ยืดเยื้อ จะเน้นการบริหารจัดการระยะยาว การส่งกำลังบำรุง และการประสานงานทั้งในและต่างประเทศ และระดับที่ 4 เหตุการณ์ยุติ เน้นเรื่องการเยียวยา การดูแล และการจัดหางานใหม่ให้กับแรงงาน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการประกาศชะลอการส่งแรงงานกลุ่มใหม่ไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพลเมือง ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามพิกัดของแรงงาน และได้มอบหมายให้แรงงานจังหวัด สำรวจครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบเพื่อเข้าเยี่ยมเพื่อสื่อสารให้กำลังใจกับครอบครัว และจัดตั้งศูนย์ประสานงานประจำจังหวัด เพื่อให้ข้อมูลและลดความกังวลแก่ญาติพี่น้องของแรงงานที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ด้วย

ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นในส่วนของกรมการจัดหางานได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงแล้ว โดยเฉพาะอิสราเอลซึ่งมีแรงงานรอเดินทางกว่า 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตรระบบการจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G เนื่องจากน่านฟ้าปิดและเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งหากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต กระทรวงแรงงานได้ร่วมประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อเตรียมแผนอพยพ เส้นทาง และจุดพักคอยไว้พร้อมแล้ว แต่การดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงและนโยบายของรัฐบาล