IN NEWS
'เอกนิติ'ถกเวทีAsia in2050ชี้ต้องเร่งทำ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน3ด้านหลัก
กรุงเทพฯ-รองนายกฯ และ รมว.คลัง เข้าร่วมการเสวนากับผู้นำทางนโยบายระดับโลก ในหัวข้อ “Asia in 2050 High Level Policy Roundtable Policy Challenges for Asia Going Forward”
วันนี้ (6 มีนาคม 2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการเสวนากับผู้นำทางนโยบายระดับโลก ในหัวข้อ “Asia in 2050 High Level Policy Roundtable Policy Challenges for Asia Going Forward” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย (1) Mr. Amir Hamzah Azizan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเลเซีย (2) Dr. P. Nandalal Weerasinghe ผู้ว่าการธนาคารกลางศรีลังกา (3) Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมี Ms. Haslinda Amin จากสำนักข่าว Bloomberg เป็นผู้ดำเนินรายการ

เวทีเสวนาครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจเอเชียในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก เทคโนโลยีใหม่ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.เอกนิติกล่าวว่า “ความตึงเครียดของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นกำลังกำหนดภูมิทัศน์เศรษฐกิจเอเชียในรูปแบบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ แต่รากฐานที่สำคัญที่สุดของการเติบโตที่ยั่งยืนยังคงเป็นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการบูรณาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศรวมถึงการจัดการภัยพิบัติในเอเชียจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ดร.เอกนิติยังเน้นย้ำว่าเอเชียจำเป็นต้องเร่งลงทุนในสามด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทุนมนุษย์ (Human Capital) และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค โดยในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ Skill Bridge Program เพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
ขณะเดียวกัน Dr. Kristalina ระบุว่าเอเชียได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งด้านการเติบโต นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยให้สังคมสามารถรวมพลังและมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับแรงกระแทกจากวิกฤตที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสร้างงานเพื่อให้เยาวชนสามารถมีบทบาทในฐานะพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ
Dr. Kristalina ยังชี้ว่าเอเชียอยู่แถวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถยกระดับผลิตภาพของภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาวของเอเชีย และรัฐบาลควรตระหนักว่าความไว้วางใจภายในสังคมเป็นทรัพย์สินสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในมิติความร่วมมือระดับภูมิภาค Dr. Kristalina เห็นว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจในอาเซียนยังเป็นแหล่งการเติบโตสำคัญที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ โดยหากสามารถลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีได้ จะช่วยเพิ่ม GDP ของภูมิภาคได้ราวร้อยละ 4 อีกทั้งยังเสนอให้ประเทศในเอเชียเร่งพัฒนาตลาดทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโต นวัตกรรม และพลวัตทางเศรษฐกิจ
การเข้าร่วมเสวนาครั้งนี้สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับเอเชียในอนาคต
ในโอกาสนี้ ดร.เอกนิติได้ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-WBG Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” โดยสะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคี เสริมสร้างศักยภาพของประชาชน และยกระดับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต
มองจากธปท.ในงานAsia in 2050

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดการประชุม Asia in 2050 Conference ซึ่งจัดโดย ธปท. ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี โดยเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองว่าด้วยอนาคตของภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
แม้เอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก แต่บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ
การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทาง “Road to Thailand” สู่การเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings โดยประเทศไทยได้ผลักดันและร่วมมือกับ IMF และ World Bank Group ในการสื่อสารแนวคิด Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) for Financial Wellbeing เพื่อวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และปูทางสู่ระบบเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น
