LIFE & STYLE
หมอนรองกระดูกปลิ้นโรคฮิตคนยุคดิจิทัล แพทย์เตือนอย่าปล่อยปวดหลังเรื้อรัง
กรุงเทพฯ-อาการปวดหลังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หลายคนมักเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเป็นเพียง ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) จากท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริง อาการปวดหลังเรื้อรังบางส่วนอาจมีสาเหตุมาจาก ภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้น หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) ซึ่งเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมและไปกดทับเส้นประสาท
นพ.สุทธวีร์ ปังคานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) กล่าวว่า อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพทั่วโลก โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประชากรโลกกว่า 80% เคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ขณะที่ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนพบได้ประมาณ 1 - 3% ของประชากร และมักเกิดในช่วงอายุ 30–50 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว อาการปวดหลังยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ลดลง ทั้งจากการทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การลาป่วย หรือการทำงานที่ต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
หมอนรองกระดูกสันหลังทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ แต่เมื่อมีแรงกดทับสะสมจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานนาน การยกของผิดท่า หรือการก้มใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน อาจทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวและกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง หรือปวดร้าวลงแขนและขา
อีกปัจจัยสำคัญคือ หมอนรองกระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงโดยตรง การได้รับสารอาหารจึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย หากร่างกายเคลื่อนไหวน้อยหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น
งานวิจัยด้านชีวกลศาสตร์ยังพบว่า แรงกดต่อหมอนรองกระดูกในท่านั่งอาจสูงกว่าท่ายืนประมาณ 40% และในท่าก้มตัว เช่น การก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ แรงกดต่อกระดูกสันหลังอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัจจุบันพบภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมในคนอายุน้อยมากขึ้น
ระดับความรุนแรงของหมอนรองกระดูกเคลื่อน
แพทย์สามารถแบ่งภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกเป็นหลายระยะ ได้แก่
- หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulge) ระยะเริ่มต้น หมอนรองกระดูกเริ่มโป่งออก แต่ยังไม่แตก
-หมอนรองกระดูกยื่น (Disc Protrusion) เนื้อหมอนรองกระดูกดันออกมากดทับเส้นประสาท เริ่มมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา
-หมอนรองกระดูกแตก (Disc Extrusion) ชั้นนอกฉีกขาด ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงและอาจมีอาการชา
-หมอนรองกระดูกหลุด (Disc Sequestration) ชิ้นส่วนหมอนรองกระดูกหลุดเข้าไปในช่องไขสันหลัง ส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาทอย่างชัดเจน
ทางเลือกการรักษายุคใหม่ ช่วยลดเวลาพักฟื้นของคนทำงาน
นพ.สุทธวีร์ ระบุว่า ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถรักษาได้โดย ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรม ซึ่งมีรายงานว่าประมาณ 80–90% ของผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์
อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่ดีขึ้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ลดแรงดันหมอนรองกระดูก (Laser Disc Decompression) ซึ่งช่วยลดแรงดันภายในหมอนรองกระดูกและลดการกดทับเส้นประสาท
สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะรุนแรง แพทย์อาจพิจารณา การผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลังด้วยเทคนิคแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
ศูนย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง ทางเลือกการรักษาที่ตรงจุด
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังหรือสงสัยภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) เป็นหนึ่งในศูนย์การแพทย์ที่มุ่งเน้นการรักษาโรคกระดูกสันหลังโดยเฉพาะ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย
จุดเด่นของโรงพยาบาลคือแนวทางการรักษาที่เน้น การวินิจฉัยอย่างแม่นยำและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด การทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง ไปจนถึงเทคนิคการรักษาขั้นสูง เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก (MIS) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ลดระยะเวลาพักฟื้น และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้เร็วขึ้น
ด้วยแนวคิดการดูแลแบบ Specialized Spine Care ที่รวมทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย และการดูแลแบบครบวงจร ทำให้โรงพยาบาลเอส เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษาโรคกระดูกสันหลังอย่างตรงจุดและมีมาตรฐาน
แพทย์แนะนำว่า หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น การตรวจ X-ray หรือ MRI เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว
