IN NEWS
ศบก.จัดแถลงรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าดีเซลB10-B20คุมค่าครองชีพ
กรุงเทพฯ-การแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) วันที่ 17 มีนาคม 2569 ช่วงเย็นรัฐบาลปรับมาตรการพลังงานรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้า B10-B20 คุมค่าครองชีพ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบเศรษฐกิจ
วันนี้ 17.45 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง แถลงข่าวความคืบหน้าการติดตามผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมชี้แจงมาตรการของรัฐบาลในการดูแลสถานการณ์ด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อวานนี้ รวมทั้งการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงเช้า ได้มีข้อสรุปสำคัญเกี่ยวกับแนวทางดูแลสถานการณ์ราคาน้ำมันภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลครบกำหนด 15 วันในวันนี้ โดยรัฐบาลจะเพิ่มการประกาศราคาให้ครอบคลุมทั้งราคาหน้าสถานีบริการ ราคาหน้าโรงกลั่น และราคาหน้าคลังน้ำมัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นในทุกระดับ โดยรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลทางเลือกเพิ่มเติม จากเดิมที่มี B7 ไปสู่ B10 และ B20 โดย B20 จะมุ่งจำหน่ายในลักษณะขายส่งเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการเกษตร และภาคก่อสร้าง ซึ่งเดิมเคยซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้าขายส่งหรือ Jobber แต่ในช่วงที่ผ่านมาเกิดข้อจำกัดด้านต้นทุน เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าราคาหน้าสถานีบริการเล็กน้อย ทำให้จ๊อบเบอร์ไม่สามารถรับภาระต้นทุนการขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นได้ ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งหันมาเติมน้ำมันจากสถานีบริการแทน ซึ่งทำให้เกิดความแออัดในปั๊มน้ำมันช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ การส่งเสริม B10 และ B20 ไม่เพียงเป็นมาตรการบริหารจัดการพลังงาน แต่ยังช่วยส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลและ ช่วยพยุงราคาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันกำลังจะเข้าสู่ช่วงผลผลิตออกจำนวนมากในอีก 4-6 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ หากมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้ B10 และ B20 จะช่วยรักษาระดับราคาปาล์มให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในส่วนของต้นทางการจัดหาพลังงาน ขณะนี้ประเทศไทยสามารถยืนยันแหล่งน้ำมันดิบนอกเหนือจากตะวันออกกลางได้เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบจากแองโกลาเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านบาร์เรล และจากสหรัฐอเมริกาอีกประมาณ 7 แสนบาร์เรล ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า โรงกลั่นน้ำมันของไทยทุกแห่งยืนยันเดินเครื่องกลั่นเต็มกำลัง และบางแห่งกลั่นเกินกว่าระดับปกติ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) ให้ความร่วมมือเปิดดำเนินการคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เพื่อให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถเข้ารับน้ำมันไปกระจายทั่วประเทศได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในขณะนี้อยู่ที่ปลายทาง คือข้อจำกัดของรถขนน้ำมัน ซึ่งเป็นรถเฉพาะทางด้านความปลอดภัย ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ทันกับความต้องการที่สูงขึ้นในระยะสั้น ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากเกิดความวิตกกังวลและเข้ามาเติมน้ำมันมากกว่าปกติ ส่งผลให้ยอดขายบางวันเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้รอบการขนส่งไม่เพียงพอ กระทรวงพลังงานจึงได้หารือกับผู้ค้าน้ำมันเพื่อผ่อนปรนกฎเกณฑ์บางประการ เช่น อายุรถที่ใช้เข้าคลังน้ำมัน และการปรับขั้นตอนตรวจสอบให้กระชับขึ้น รวมทั้งขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณาผ่อนปรนเวลาวิ่งของรถขนน้ำมันเฉพาะกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ
นายอรรถพลกล่าวว่า ในด้านราคา รัฐบาลจะปรับเพดานราคาน้ำมันดีเซล B7 จากเดิมไม่เกิน 30 บาท เป็นไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและราคาสินค้า โดยจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ด้วยการปรับขึ้น 50 สตางค์ ซึ่งถือเป็นการปรับในระดับที่สอดคล้องกับกลไกตลาดและไม่กระทบมากเกินไป ทั้งนี้ ราคา 33 บาทเป็นระดับที่ยังไม่สูงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในบางช่วงของปีที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับระดับราคาดีเซลในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจะกำหนดให้ B10 มีราคาต่ำกว่า B7 จำนวน 2 บาทต่อลิตร และ B20 ต่ำกว่า B7 จำนวน 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้หันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในส่วนของน้ำมันเบนซิน จะส่งเสริมการใช้ E20 มากขึ้น โดยตั้งแต่วันพรุ่งนี้ น้ำมัน E10 จะปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร ส่วน E20 จะปรับลดลง 79 สตางค์ ทำให้ E20 มีราคาต่ำกว่า E10 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมเอทานอลสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลและสนับสนุนภาคเกษตรกรรมไปพร้อมกัน
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกได้สร้างความกังวลต่อประชาชนและผู้ประกอบการหลายภาคส่วน แต่จากมาตรการของรัฐบาลที่ยังควบคุมราคาดีเซลให้อยู่ในระดับไม่สูงไปกว่าปีที่ผ่านมา จึงทำให้ในขณะนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคยังอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ และยังไม่ควรมีการปรับขึ้นราคา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ขณะนี้มีสินค้าควบคุม 8 รายการที่หากจะปรับขึ้นราคาต้องขออนุญาตกรมการค้าภายในก่อน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดมายื่นขอปรับขึ้นราคา ส่วนสินค้าอีกกลุ่มที่ต้องแจ้งล่วงหน้าหากจะขึ้นราคา เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก แชมพู และน้ำยาล้างจาน ปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดแจ้งปรับราคาเช่นกัน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และกลไกระดับจังหวัดในการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และพลังงานจังหวัด เป็นทีมปฏิบัติการในพื้นที่ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชนช่วยแจ้งเบาะแสหากพบการขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เป็นธรรม ผ่านสายด่วน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการเชิงรุกเพื่อดูแลค่าครองชีพ โดยจะร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่และผู้ค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ จัดทำสินค้าราคาพิเศษกระจายลงสู่ทุกจังหวัด รวมถึงใช้โครงการธงฟ้าในพื้นที่เปราะบางเพื่อช่วยลดภาระประชาชนโดยตรง พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับกรณีต้นทุนด้านพลังงานส่งผลต่อราคาปุ๋ยหรือวัตถุดิบการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งปัจจุบันมีสต็อกในประเทศเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม และหากรวมสินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่งจะเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งจากตะวันออกกลางก็ตาม ในส่วนของเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของบรรจุภัณฑ์อาหาร กระทรวงพาณิชย์ได้รับรายงานว่าปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศสามารถรองรับได้อีกประมาณ 4 เดือน และอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการเพื่อหาแหล่งนำเข้าทดแทนจากประเทศอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนในระยะต่อไป
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นในช่วงสัปดาห์แรกของเหตุการณ์ ผลกระทบต่อ GDP ไทยยังอยู่ในกรอบเดิม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง สภาพัฒน์ฯ ได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 3 กรณี เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ฉากทัศน์แรก คือความขัดแย้งจำกัดวงอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและยุติภายใน 1 เดือน ซึ่งจะทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีข้อจำกัดเพียงระยะสั้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1% ฉากทัศน์ที่สอง คือสถานการณ์ยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน และการผลิตรวมทั้งการขนส่งน้ำมันดิบในภูมิภาคมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง หลายประเทศเริ่มมีภาวะถดถอยและเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 95-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.9% ส่วนฉากทัศน์ที่สาม คือภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยในระยะนี้ สภาพัฒน์ฯ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบเชิงลึกต่อเศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้า และผลต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม ก่อนเสนอผลการประเมินและมาตรการรองรับตามขั้นตอนต่อไป
นายดนุชากล่าวว่า ผลกระทบหลักที่เริ่มเห็นชัดอยู่ในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคขนส่ง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มมีมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และสภาพัฒน์ฯ กำลังรวบรวมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SME และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรอบด้าน โดยขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันใช้พลังงานอย่างประหยัด และไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน
