IN NEWS
ศบก.แถลงสรุปสถานการณ์ตอ.กลางวันนี้ ช่วยคนไทย-เข้มราคาสินค้า-เซฟพลังงาน
กรุงเทพฯ-การแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) วันที่ 18 มีนาคม 2569 ศบก. ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เดินหน้าช่วยเหลือคนไทย พร้อมออกมาตรการประหยัดพลังงานและดูแลราคาสินค้าเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
วันนี้ เวลา 11.05 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงความคืบหน้าสถานการณ์และมาตรการดูแลผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงมาตรการควบคุมราคาสินค้าและค่าครองชีพ และนางสาวพัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงมาตรการประหยัดพลังงานในช่วงสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก ภายใต้แนวคิด “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง มีรายงานการโจมตีในเลบานอนโดยอิสราเอลอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการโจมตีในอิหร่านโดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา สถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน สื่อรัฐบาลอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน และผู้บัญชาการกองกำลังบาซิจ ซึ่งอยู่ภายใต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC กระทรวงการต่างประเทศจึงยังคงขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด พร้อมติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ รวมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ในส่วนของความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคูเวต และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจอร์แดน โดยได้ขอบคุณทั้งสองประเทศสำหรับการดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ และการอำนวยความสะดวกให้คนไทยที่เดินทางกลับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอร์แดนซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการรับคนไทยจากตะวันออกกลางกลับประเทศไทย ทั้งนี้ ไทยยังได้ย้ำถึงการสนับสนุนมิตรประเทศในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความพยายามทางการทูตเพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคโดยเร็ว นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา คนไทยในอิหร่าน 2 คน ได้เดินทางออกจากอิหร่านข้ามพรมแดนมายังเมืองวาน ประเทศตุรกี โดยมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ให้การดูแลและประสานการเดินทาง มีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันถัดไป และมีกำหนดการอพยพคนไทยออกจากอิหร่านเพิ่มเติมรอบถัดไปในวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานในพื้นที่และบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ชายแดนตุรกี เพื่อให้คนไทยในอิหร่านสามารถเดินทางทางบกไปขึ้นเครื่องบินจากตุรกีกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ขอให้คนไทยในอิหร่านติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการอย่างสม่ำเสมอ และขอให้ผู้ประสงค์เดินทางกลับแจ้งลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูตโดยเร็วที่สุด
ในส่วนของอิสราเอล เนื่องจากมีการประเมินว่าสถานการณ์การโจมตีระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะรุนแรงมากขึ้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จึงได้ออกประกาศเตือนคนไทยในอิสราเอลให้เพิ่มความระมัดระวัง และปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยโดยเคร่งครัด ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในตะวันออกกลางทุกแห่งยังคงเดินหน้าอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพ พร้อมประสานกับสายการบินให้กับคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้ รวมทั้งช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่ปิดน่านฟ้า เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดนทางบกไปยังประเทศข้างเคียงหรือประเทศที่สาม เพื่อให้คนไทยเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย โดยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมายังประเทศไทยหรือไปยังประเทศที่สามแล้วรวมทั้งสิ้น 1,149 คน ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย
ด้านนางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ตระหนักดีว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก จึงได้เตรียมมาตรการรับมือทั้งด้านราคาและปริมาณของสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจะมีเพียงพอ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งราคาจะต้องเป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามราคาสินค้าและบริการเป็นรายวัน เพื่อประเมินสถานการณ์และป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควรหรือกักตุนสินค้า สำหรับการกำกับดูแลราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ได้ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงพลังงาน ภายใต้กลไกคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) โดยหากพบการขึ้นราคาไม่สอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุน การกักตุน หรือการปฏิเสธการขาย จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในส่วนของการดูแลเกษตรกร ขณะนี้มีสต๊อกปุ๋ยในประเทศเพียงพอใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และยังสามารถควบคุมราคาปุ๋ยได้ โดยอยู่ระหว่างรอการขนส่งจากตะวันออกกลางมาเติมสต๊อกเพิ่มเติม รวมทั้งเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์จะใช้โอกาสนี้สนับสนุนให้เกษตรกรปรับสูตรปุ๋ยให้พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าน้อยลง และใช้อินทรีย์มากขึ้น นอกจากนี้ หากมีการปรับราคาเนื่องจากโครงสร้างต้นทุนได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้า จะมีมาตรการช่วยสนับสนุนลดค่าปุ๋ย และขยายขอบเขตโครงการปุ๋ยธงเขียวให้ครอบคลุมช่วงที่เกษตรกรมีความต้องการสูง เช่น ฤดูปลูกข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ และภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันบริโภคอย่างประหยัด ในปริมาณที่เหมาะสมและจำเป็น เพื่อให้สินค้ากระจายอย่างต่อเนื่องทั่วถึง และให้ทุกภาคส่วนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน หากพบผู้ประกอบการขายไม่ตรงตามป้ายราคา หรือตั้งราคาสูงเกินควรและไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เชื่อมโยงกับพลังงาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ด้านนางสาวพัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานโลก กระทรวงพลังงานได้เร่งดำเนินมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชนไทยทันที เพื่อ “ลดภาระ” และ “สร้างเกราะป้องกัน” ให้กับประชาชนในหลายมิติ ทั้งการบริหารจัดการราคาโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการทางภาษีเข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันไม่ให้พุ่งขึ้นตามราคาตลาดโลก การเร่งจัดหาพลังงานสำรองจากแหล่งอื่นทั้งน้ำมันดิบและ LNG รวมถึงการเพิ่มสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีพลังงานใช้ไม่ขาดแคลนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมดูแลโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยเร่งบริหารจัดการเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้มีต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม นอกจากมาตรการด้านราคาและการจัดหาพลังงานแล้ว กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการการลดใช้พลังงานควบคู่กันอย่างเข้มข้น ภายใต้แนวคิด “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดการใช้พลังงานเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศทั้งระบบ ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน
มาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การเร่งขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและอาคารธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง ให้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การปรับลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การกำหนดช่วงเวลาเปิด–ปิดเครื่องจักรที่ใช้พลังงานสูง การปรับอุณหภูมิระบบปรับอากาศ และการจัดทำแผนลดการใช้พลังงานในระยะ 1–3 เดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการผลิต อีกมาตรการหนึ่งคือ การเสนอมาตรการลดใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยตั้งเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 10 ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26–27 องศาเซลเซียส ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนรูปแบบการประชุมเป็นออนไลน์ และสนับสนุนการทำงานแบบ
Work from Home ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 6.6 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21 ล้านบาทต่อเดือน และลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 7.2 ล้านหน่วยต่อเดือน หรือเทียบเท่ากับการลดการนำเข้า LNG ประมาณ 982 ตันต่อเดือน สำหรับภาคประชาชน มีมาตรการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท พร้อมทั้งมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า โดยสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 นอกจากนี้ ในปี 2569 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานยังเตรียมขยายผลมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มเติม ผ่านโครงการ Co-pay สำหรับการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง โดยภาครัฐสนับสนุนร้อยละ 20 สำหรับโรงงานหรืออาคารควบคุม และร้อยละ 30 สำหรับโรงงานหรืออาคารนอกข่ายควบคุม วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 30,000 ตัน และกระตุ้นการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มี Fleet รถ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานยังมีมาตรการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอุปกรณ์และระบบบริหารจัดการขนส่งร้อยละ 20–30 วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 1.86 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ซึ่งมีสินเชื่อรองรับการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน โดยสถาบันการเงินหลายแห่งได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนสินเชื่อด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์มาตรการประหยัดพลังงานในช่วงสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ณ Synergy Hall อาคาร EnCO C กระทรวงพลังงาน โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พร้อมผู้บริหารจากหน่วยงานด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแถลงมาตรการสนับสนุนการลดใช้พลังงาน และได้รับความร่วมมือจากผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ตลอดจนผู้แทนจากสถาบันการเงิน 13 แห่ง และผู้แทนห้างร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน 10 ราย นอกจากนี้ ยังมีการลงนามความร่วมมือสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือโครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำน้ำเย็น ความร่วมมือโครงการล้างแอร์ช่วยชาติ และความร่วมมือส่งเสริมผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลการประหยัดพลังงานในวงกว้าง กระทรวงพลังงานขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวผ่านความท้าทายด้านพลังงานในครั้งนี้ไปด้วยกัน และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว
