LIFE & STYLE

'วัณโรค'...แพร่กระจายเชื้ออย่างไร? เรื่องต้องรู้เพื่อปกป้องตัวเอง-คนใกล้ตัว



วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคระบาดยังพบมีการกระจายอยู่ในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Mycobacterium tuberculosis) โดยเมื่อผู้ป่วยวัณโรคปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง ไอ จาม พูดดัง ๆ ตะโกน หัวเราะหรือร้องเพลง ทำให้เกิดละอองฝอย (droplet nuclei) ฟุ้งกระจายออกมา เมื่อผู้อื่นสูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปสู่ถุงลมในปอด ทำให้เกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหลายคนมักคุ้นเคยในชื่อ “วัณโรคปอด” เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปอดแล้ว เชื้อโรคก็สามารถแพร่กระจายสู่อวัยวะทั่วร่างกาย เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ กระดูกสันหลัง ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น คนส่วนใหญ่ ประมาณ 70-90% เมื่อรับเชื้อวัณโรค เชื้ออาจอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใด ๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถควบคุมเชื้อไว้ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เชื้อวัณโรคอาจเจริญเติบโตและแสดงอาการรุนแรงขึ้น นำไปสู่การเกิดโรควัณโรคในหลายอวัยวะของร่างกาย ซึ่งบทความให้ความรู้โดย พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค เพื่อใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค อาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน

  1. ปัจจัยด้านผู้ป่วย เช่น วัณโรคปอด หลอดลมหรือกล่องเสียง ในระยะที่มีเชื้อในเสมหะ หรือมีแผลโพรงในปอด จะมีเชื้อจำนวนมาก สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย
  2.  ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่อับทึบและคับแคบ แสงแดดส่องไม่ถึง การถ่ายเทอากาศไม่ดี เชื้อจะไม่ตาย สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน
  3. ปัจจัยด้านระบบบริการ เช่น การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า การให้ยารักษาไม่ถูกต้อง การรักษาไม่ครบ การทำหัตถการที่ทำให้เกิดละอองฝอย ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อ

มีคนรู้จักเป็นวัณโรค แล้วหนูจะเป็นอะไรไหมหมอ....ใกล้แค่ไหนถึงต้องกลัว?

สำหรับผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยและอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองอาการ และเอกซเรย์ปอดโดยเร็วที่สุด  ได้แก่

  • บุคคลที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอด
  • บุคคลทั่วไป ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคปอดในช่วง 3 เดือน ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษา 
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมบ้านเป็นประจำกับผู้ป่วย
  • ผู้สัมผัสใกล้ชิด เป็นระยะเวลาสะสมเฉลี่ย 120 ชั่วโมง/เดือน
  • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ได้สัมผัสผู้ป่วย 

ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยในระยะสั้น ๆ หรือไม่ได้สัมผัสใกล้ชิด ถือว่าความเสี่ยงต่ำ

เมื่อไหร่? ควรสงสัยว่าเป็นวัณโรค

แม้ว่าผู้ป่วยวัณโรคส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้  โดยเฉพาะไข้ในเวลากลางคืน เรื้อรัง เกิน 1 สัปดาห์ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
  • อาการไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือด

โดยเฉพาะหากมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ไม่ควรละเลย !! ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องป้องกันสุขภาพตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากวัณโรคได้