IN NEWS
ปัญหาน้ำมันกดดัชนีการเมืองไทยลดฮวบ! สวนดุสิตโพลชี้ได้แค่3.89/พลังงานมาแรง
กรุงเทพฯ-สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเรื่อง ดัชนีการเมืองไทย มี.ค.69 ปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมขาดแคลนบีบคะแนนนิยมรัฐบาลลดฮวบ พบ กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมเฉลี่ย 3.89 คะแนน (ลดจาก ก.พ. 69 ที่ได้ 4.30 คะแนน) แต่คะแนนสูงสุด ยังเป็นของฝ่ายค้าน คือ ผลงานของฝ่ายค้าน 4.35 คะแนน คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหาความยากจน 3.49 คะแนน กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด คือ กระทรวงพลังงาน 34.20% รองลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ 20.84% และ กระทรวงการคลัง 18.70%
29 มีนาคม 2569 "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผลผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569"กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,181 คน ระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2569 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุด ไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้
1. ดัชนีการเมืองไทย" เดือนมีนาคม 2569 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.89 คะแนน (เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ 4.30 คะแนน)
2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด "ดัชนีการเมืองไทย" โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้
- ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.35 คะแนน ลดลงจาก 4.72 (เดือนที่ผ่านมา)
- สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.32 ลดลงจาก 4.78
- การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.27 ลดลงจาก 4.95
- การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 4.24 ลดลงจาก 4.65
- ความมั่นคงของประเทศ ได้ 4.19 ลดลงจาก 4.50
- สภาพสังคมโดยรวม ได้ 4.16 ลดลงจาก 4.42
- เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 4.13 ลดลงจาก 4.35
- การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 4.09 ลดลงจาก 4.49
- ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 4.04 ลดลงจาก 4.29
- การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 4.01 ลดลงจาก 4.01
- การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ได้ 3.98 ลดลงจาก 4.31
- การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.92 ลดลงจาก 4.20
- การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.92 ลดลงจาก 4.33
- ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.91 ลดลงจาก 4.39
- ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.91 ลดลงจาก 4.29
- การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 3.91 ลดลงจาก 4.28
- ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.89 ลดลงจาก 4.39
- กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.85 ลดลงจาก 4.16
- ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.76 ลดลงจาก 4.15
- การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.69 ลดลงจาก 4.03
- สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม ได้ 3.57 ลดลงจาก 4.08
- การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.54 ลดลงจาก 3.81
- การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.54 ลดลงจาก 3.66
- ราคาสินค้า ได้ 3.54 ลดลงจาก 4.09
- การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.49 ลดลงจาก 3.94
* ภาพรวม ได้ 3.89 ลดลงจาก 4.30
3. ห้าอันดับกระทรวงรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด
อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุ กระทรวงพลังงาน
อันดับ 2 ร้อยละ 20.84 ระบุ กระทรวงพาณิชย์
อันดับ 3 ร้อยละ 18.70 ระบุ กระทรวงการคลัง
อันดับ 4 ร้อยละ 13.89 ระบุ กระทรวงการต่างประเทศ
อันดับ 5 ร้อยละ 12.37 ระบุ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า คะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงสะท้อนผลจากการบริหารงานของรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก แม้รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ภาพรวมยังเป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้ปัญหาในภาพกว้าง เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเพิ่มความกังวลและลดความเชื่อมั่นต่อการบริหารของภาครัฐในภาวะวิกฤติ คะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดของเดือนนี้จึงเป็นผลจากการรับมือของรัฐบาลด้วยการให้ประชาชนแบกรับภาระค่าใช้จ่าย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลการสำรวจพบว่าดัชนีทุกตัวมีตัวเลขที่ลดลงต่ำกว่าเดือนกุมภาพันธ์ทั้งหมดและเป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาชนให้คะแนนดัชนีแต่ละตัวส่วนใหญ่ไม่ถึง 5 จากคะแนนเต็ม 10 มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้หากเรียงลำดับจากมากไปน้อยจะพบว่า ผลงานของฝ่ายค้านได้คะแนนมากที่สุด 4.35 แต่ก็ลดลงจากเดือนธันวาคม 2568 ที่เคยทำได้ถึง 4.45 ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และเป็นนโยบายการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง กลับได้คะแนนเพียง 3.49 ขณะที่กระทรวงพลังงานได้รับความคาดหวังมากที่สุดจากประชาชนสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนภายในประเทศ ณ เวลานี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และควรพูดความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอธิบายถึงแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ฝ่ายค้านเองก็ควรแสดงบทบาทในการแสวงหาทางออกร่วมกับรัฐบาล มากกว่าการโต้คารมโวหารเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเอาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนมาเป็นตัวประกัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐที่ล้มเหลวในภาวะสงคราม
