IN NEWS

นายกนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ และประชุมครม.(นัดพิเศษ)ตั้ง4ตำแหน่ง



กรุงเทพฯ-นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ พร้อมประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เตรียมนำนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา และครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์พร้อมลุยงาน “ไม่มีทดลองงาน” นายกฯ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานวันแรกทันที ฝ่าความท้าทายสถานการณ์โลก ยังไฟเขียว! ตั้งข้าราชการการเมือง 4 ตำแหน่งทำหน้าที่ในรัฐบาลนายกฯ อนุทิน สมัยที่ 2และยังเห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

วันนี้ (6 เมษายน 2569) เวลา 14.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อ 30 มีนาคม 2569 เดินทางมายังตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อถ่ายภาพเดี่ยวในเครื่องแบบปกติขาว จากนั้น นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี ถ่ายภาพหมู่ ณ หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่ในเวลา 17.00 น. คณะรัฐมนตรีทั้งหมดจะออกเดินทางจากทำเนียบรัฐบาล โดยรถตู้ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดเตรียมไว้ ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ในเวลาประมาณ 19.00 น. ต่อไป

เมื่อเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงค่ำนี้ โดยคาดว่าจะมีประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางการประชุมคณะรัฐมนตรีและการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี การจัดทำคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา และการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เป็นต้น

ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์พร้อมลุยงาน “ไม่มีทดลองงาน” นายกฯ ย้ำยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานวันแรกทันที

เวลา 20.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงได้ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีความพร้อมในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป คำถวายสัตย์ที่ได้เปล่งวาจาต่อเบื้องพระพักตร์องค์พระประมุขแห่งชาตินั้น ขอให้ถือว่าเป็นแนวทางในการทำงาน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน คณะรัฐมนตรีชุดนี้อาจจะต้องถือว่าเป็นคณะรัฐมนตรีที่ต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่วันแรก ไม่มีเวลาที่เป็นเวลาทดลองงาน เข้ามารับภาระหน้าที่ในช่วงที่โลกทั้งโลกมีวิกฤตการณ์จากความขัดแย้งของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาและลดความเดือดร้อน ทำให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไป โดยการทำงานของทุกคนขอให้ยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายร่วมกัน

คณะรัฐมนตรีชุดนี้ส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว มีความอาวุโส หลายท่านเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีสติปัญญาที่พร้อมที่จะทำงานบริหารราชการแผ่นดิน รับใช้บ้านเมือง ขอให้ใช้จุดแข็งต่าง ๆ ที่มีในการที่จะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลเป็นไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอให้ถือว่า คณะรัฐมนตรีนี้คือคณะรัฐมนตรีเดียวกัน ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นคณะรัฐมนตรีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคณะรัฐมนตรีของประชาชนคนไทยดังนั้น ในการทำงาน นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะนโยบายและการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ขอให้ทุกคนได้ทำงานด้วยความรัก ความสามัคคี ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เนื่องจากสถานการณ์ของประเทศไทยวันนี้ ความเป็นหนึ่งเดียวของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้จะทำให้ประเทศสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายไปได้

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง ซึ่งจะประชุมทุกวันอังคาร จะเริ่มประชุมในเวลา 10.00 น. ก่อนถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี หากรัฐมนตรีท่านใดประสงค์ที่จะหารือระหว่างกัน หรือต้องการที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรี ขอให้แจ้งมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะพบและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เจตนารมณ์บรรลุผลสำเร็จทุกประการ ขอให้คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง การประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นที่ที่ต้องมาปรึกษาหารือ ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถของคณะรัฐมนตรีทุกท่านในการที่จะให้มติของการประชุมคณะรัฐมนตรีเกิดเป็นพลัง เกิดความถูกต้อง นายกรัฐมนตรีขอให้คณะรัฐมนตรีทุกท่านให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด ยกเว้นมีภารกิจ ก็ขอให้ได้เข้ามาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีโดยพร้อมเพรียงกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบัน การช่วยกันประหยัดพลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายควรปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะภาครัฐ จึงได้มีข้อสั่งการก่อนหน้านี้แล้ว ขอให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในการประชุมที่ผ่านมาทั้ง WFH หรือ WFA เนื่องจากปัจจุบันพบว่ายังไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในระบบ IT โดยขอมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล DGA และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดผล และให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณด้วยหากมีความจำเป็น โดยขอให้รัฐมนตรีทุกท่านกำกับและดูแลให้นโยบาย WFH WFA เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อการประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ปรับปรุงระเบียบว่าด้วยรถราชการที่อยู่ในความดูแลของ สปน. และคณะกรรมการรถราชการ ซึ่งขอให้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยให้มีทางเลือกสำหรับยานยนต์ในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้กำชับ ทำความพร้อม ในวิกฤตการณ์เช่นนี้อาจจะมีปัญหาการขนส่ง การขาดแคลน packaging ที่จำเป็น พร้อมสร้างความมั่นคงทางยาให้เกิดขึ้น ขอให้มุ่งเน้นการใช้ยาที่ผลิตในประเทศได้อย่างเต็มที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ครม.นัดพิเศษไฟเขียว!ตั้งข้าราชการการเมือง4 ตำแหน่ง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  2. พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 3. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ4. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป 

ครม.เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลใช้5เสาหลักขับเคลื่อนศก.

นางสาวรัชดา ยังได้กล่าวถึงมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

นางสาวรัชดา ฯ  กล่าวต่อว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญ
ความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ   โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่
1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 
2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 
3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 
5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

“ รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง www.thaigov.go.th” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาล