POLITICS
ชาวปราจีนฯส่งจดหมายเปิดผนึก'อนุทิน' ปกป้องทรายแควหนุมานมูลค่ากว่า200ล.
ปราจีนบุรี-จดหมายเปิดผนึก ถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ปกป้องทรายแควหนุมานด้านสิ่งแวดล้อมความสูญเสียสมบัติแผ่นดิน(ทราย)มูลค่าเกิน 200 ล้านบาทให้ยกเลิกโครงการขุดดินแลกน้ำ แควหนุมาน
เมื่อเวลา 20.50 น. วันที่ 12 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี เฟชบุ๊คส่วนตัวของผู้ใช้ชื่อDumri Ratanachinakorn นายดำริ รัตนชินกรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรีประธานที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวปราจีนบุรี เจ้าของและผู้จัดการสวนศักดิ์สุภารีสอร์ท ต.สะพานหิน อ.นาดี จ. ปราจีนบุรี ได้โพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี พร้อมภาพแควหนุมานที่มีเรือดูดทราย-เครื่องมือดูดทราย และ สภาพในแควหนุมาน ที่มีหาดทรายธรรมชาติริมแควจำนวนมาก พร้อมข้อความระบุว่า ... ขอร่วมคัดค้านโครงการดินแลกน้ำ พื้นที่แควหนุมานและคลองยาง ตำบลสำพันตาและตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี
โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้ 1. โครงการไม่ได้ยึดโยงและเกิดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ 2. การดำเนินขาดแบบและไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ 3. ทำให้เกิดมลภาวะและเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์4. การขนส่งทำให้ถนนสาธารณะชำรุดและเสี่ยงกับการเกิดอุบัติเหตุ 5. โครงการไม่โปร่งใส ขาดความชัดเจนในฐานะที่อาศัยอยู่ริมแควหนุมานมานานกว่าสามสิบปีและทำธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (ล่องแก่งหินเพิง)จึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและได้รับผลกระทบโดยตรง จึงขอให้ผู้มีอำนาจได้โปรดพิจารณาระงับชั่วคราวหรือยกเลิกโครงการตามที่เห็นสมควรและในข้อความจดหมายเปิดผนึก ถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ระบุข้อความว่า ... ปกป้องทรายแควหนุมาน ยกเลิกโครงการดินแลกน้ำปราจีนบุรีที่ฉ้อฉล
จดหมายเปิดผนึก จากเครือข่ายรักษ์แควหนุมานและประชาชนปราจีนบุรีเข้มแข็ง ถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากมีการดำเนินโครงการดินแลกน้ำที่เป็นโครงการของจังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2568 - 2669 เกิดในพื้นที่แควหนุมาน ตำบลสำพันตา และ ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีอัน เป็นต้นแม่น้ำปราจีน-บางปะกงรองรับน้ำมหาศาลจากอุทยานแห่งชาติมรดกโลกเขาใหญ่ แควหนมาน คือ แควน้ำหลักเสมือนเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจภาคตะวันออก …
การดำเนินโครงการดินแลกน้ำดังกล่าวนี้ได้เผยให้เห็นถึงความจงใจเปิดทางอนุญาตให้ คู่สัญญาเอกชนใช้โครงการดินแลกน้ำ เข้าไปโกยทราย ชุดทราย ดูดทราย ขนทรายไปเป็นกรรมสิทธิ์ มากกว่าเหตุผลอื่นใด ตามโครงการฯนี้กระทบแควฯเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 10 กิโลเมตร ทำอย่าง ไม่เกรงกลัวความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสาธารณะสมบัติริมฝั่งแควหนุมาน และกับที่ดินที่อาศัยของชุมชน การกระทำเช่นนี้อาจเกิดผลกระทบต่อโครงสร้างแม่น้ำและทรัพยากร น้ำเกิดกระแสน้ำในฤดูมรสุมที่รุนแรงส่งผลให้เกิดการกัดเซาะพังทะลายของตลิ่งที่อยู่ท้ายน้ำได้ อดีต แควหนุมานแห่งนี้ ห้ามการให้สัมปทานดูดทรายมานานกว่า 30 ปีมาแล้ว ดังนั้นการ ดำเนินโครงการฯครั้งนี้ เท่ากับเป็นการหลบเลี่ยง-เปิดช่องให้เกิดการกระทำที่ละเมิดกฎการห้าม ดังกล่าว โดยยกเหตุผลแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นข้ออ้าง นำโครงการฯครอบลงในพื้นที่แควหนุมานเพื่อ หวังกอบโกยทรายไปหาผลประโยชน์เป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ตามการประมาณปริมาตรวัสดุ ของโครงการ
สภาพที่ปรากฏแล้วขณะนี้คือ แควหนมานถูกขุดซื้อทำลาย ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงสภาพ สิ่งแวดล้อมไปแล้วบางส่วน อย่างน่าเสียดาย ยังความหดหู่ใจ เสียใจ ให้กับพี่น้องในพื้นที่และทั่วทั้ง จังหวัดปราจีนบุรีที่ได้พบเห็น จึงมีการคัดค้านเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568
ด้วยเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากล ไม่แสดงแบบแปลนการขุดที่ถูกหลักวิชา ให้ประชาชนรับรู้ก่อนการตัดสินใจ ทั้งมีการหลอกลวงสื่อสารให้ชาวบ้านช่วยประชุมยกมือเห็นชอบ ไปก่อน รวมถึงมีการขุด การดูดทราย ขนทรายออกไปอย่างย่ามใจ ขณะดำเนินการหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องได้ปล่อยปละละเลย ไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางราชการมาควบคุมกำกับดูแลโครงการให้เป็นไป ตามกฎหมาย ชุมชนชาวบ้านจึงรวมตัวออกมาคัดค้าน แต่กลับถูกผู้นำบางคนและผู้มีอิทธิพลใน จังหวัดข่มขู่ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว ยังความหวาดกลัวไม่ปลอดภัยในชีวิต
เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสาธารณะสมบัติของชาติไว้เป็นมรดกสืบไป จึงขอให้นาย อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจสั่งการยุติโครงการดินแลกน้ำที่ฉ้อฉลนี้โดยทันที ขอให้สอบสวนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบที่ละเว้นการปฏิบัติอันเป็นเหตุทำให้เกิดการฝ่าฝืนกฎหมายจน เสียหายต่อทรัพย์สินส่วนรวมและทำให้เกิดความไม่ชอบมาพากลทั้งปวงนี้ ขอให้ตรวจสอบความเป็น ธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ และต้องจัดการกวาดล้างเอาผิดผู้ข่มขู่และสร้าง ความหวาดกลัวให้กับประชาชน - สุดท้ายนี้ขอยืนยันว่า ประชาชนทุกคนพร้อมปกป้องทรายแควหนุมาน ขอยกเลิกโครงการดินแลกน้ำที่ฉ้อฉลนี้ พร้อมและยินดีร่วมมือกับหน่วยงานทุกหน่วย เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับ จังหวัดปราจีนบุรีตลอดไป
ขอแสดงความนับถือ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569 เครือข่ายรักษ์แควหนุมาน และ เครือข่ายประชาชนปราจีนบุรีเข้มแข็ง
ด้านพี่นันท์ (ขอสงวนชื่อจริง - นามสกุล) เจ้าของและผู้จัดการวังตะพาบรีสอร์ท หมู่ 4 ต.สะพานหิน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า โครงการขุดดินแลกน้ำนี้ ตนเองเป็นประชาชน และเจ้าของธุรกิจที่พักรีสอร์ท – การล่องแก่งหินเพิง รีสอร์ทตั้งติดแควหนุมาน ที่ผ่านมาในการทำประชาคมโครงการไม่ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว ทั้งที่เป็นผู้มีผลในชุมชนและด้านการท่องเที่ยว ทราบว่าการอ้างมีการประชาคมนั้น ไม่ชัดเจน ไม่มีแผนกิจกรรมของโครงการ – แผนที่การขุดดินแลกน้ำ รองรับให้ชัดเจน
โครงการดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตอย่างหนัก ทั้งตลิ่งแม่น้ำพังทลาย และการขุดลอกไม่ตรงตามแบบมาตรฐาน น้ำขุ่นมัว กระทบต่อการใช้น้ำของประชาชน หาดทรายธรรมชาติหายไป ซึ่งแควหนุมานเป็นสายน้ำสำคัญที่ไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (มรดกโลก) ก่อนรวมเป็นต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี รถบรรทุกน้ำหนักเกิน สร้างฝุ่นละอองระหว่างการขนส่ง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสลักลอบขุดและขนทรายออกไปเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.นาดี เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ก่อนที่กรมเจ้าท่าจะเข้ามาสั่งระงับการขุดลอกชั่วคราวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569
แควหนุมานเป็นแควที่มีต้นน้ำไหลมาจากแควใสใหญ่มารวมกับแควใสน้อยบริเวณปากร่วมคือ2แควมารวมหรือร่วมกันเป็นแควหนุมาน และ นอกจากนี้ยังมีคลองยางที่ไหลมาจากลำพญาธารที่ต้นน้ำมาจากอุทยาทแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับ คลองยางได้ไหลมารวม ร่วมบรรจบกับแควหนุมานด้วยเช่นกัน เป็นปากร่อม ที่ 2 ซึ่งในส่วนของเลยจากปากร่วม1 และปากร่วม 2 นี้ ได้มีการดำเนินโครงการขุดดินแลกน้ำ รวม 4 โครงการ
ผลการดูดทราย ส่งผลกระทบทั้งตลิ่งพังทลาย ลำน้ำขุ่น กระทบสิ่งแวดล้อม และสำคัญที่สุดคือ แควหนุมานแห่งนี้เป็นแควขนาดใหญ่ต้นน้ำ ไม่ได้เป็นแหล่งเก็บน้ำ ในนามชาวนาดี และผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ร่วมกับภาคพลเมืองจำเรื่องดังกล่าวร้องทุกข์ถึงศาลปกครอง สำนักงาน ปปช. สำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกโครงการขุดดินแลกน้ำของพื้นที่ อ.นาดีทุกโครงการ ไม่ใช่แค่การระงับชั่วคราว
ขณะนางศิริพร ฉายวัฒนะ เปิดเผยว่า ตนได้รับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านโคกกระจง เรื่องรถบรรทุกขนทรายวิ่งตลอดวันทั้งดินทรายล่วง – ฝุ่น เสียง สภาพติ่งพังจากการขุดทรายไม่เป็นตามหลักวิศวะขุดดิน-ทรายแม่น้ำ ปริมาณทรายจำนวนมากกว่า1.5ล้านลูกบาศก์เมตร มูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท เล็งเห็นหากต้องการแก้ไขไม้ให้มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ มูลค่าทรัพยากรทรายในธรรมชาติจริง ๆสามารถนำแบคโครมาใช้แทนได้ ได้ทำคลิปเผยแพร่ผ่านเฟชบุ๊คเป็นไวรัลมากกว่า 1.2 ล้านผู้ชม ล่าสุดทาง ปปช กรมเจ้าท่า และ ผวจ.ปราจีนบุรีได้มีคำสั่งระงับโครงการ 2 โครงการ ชั่วคราว ต้องการให้ยกเลิกไปเลย
นายณรงค์ชัย ภักดีณรงค์ชัย ประธานชมรม Strong – จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ป.ป.ช. ปราจีนบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกแล้ว รอบที่ 2 พร้อมเข้าพบ นายสมใจ พุทธเสนา นายอำเภอนาดี เพื่อติดตามความคืบหน้า หลังจากเคยร่วมประชุมรับฟังคำชี้แจงร่วมกับชาวบ้านไปแล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา
จากการตรวจสอบพบว่า โครงการขุดดินแลกน้ำในพื้นที่อำเภอนาดี มีจำนวนทั้งสิ้น 4 โครงการ รวมปริมาณดินขุดกว่า 1,055,000 ลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วย 1. โครงการขุดดินแลกน้ำคลองยาง (ม.1, 3, 4 ต.นาดี) ปริมาณดินขุด 294,000 ลบ.ม. (สถานะ: อยู่ระหว่างตรวจสอบ) 2. โครงการขุดดินแลกน้ำคลองยาง (ม.6, 7, 9 ต.สำพันตา) ปริมาณดินขุด 216,000 ลบ.ม. (สถานะ: อยู่ระหว่างตรวจสอบ) 3. โครงการขุดดินแลกน้ำแควหนุมาน (ม.1, 9 ต.สะพานหิน) ปริมาณดินขุด 174,000 ลบ.ม. (สถานะ: มีคำสั่งให้หยุดดำเนินการ) 4. โครงการขุดดินแลกน้ำแควหนุมาน (ม.2, 3, 4, 5 ต.สะพานหิน) ปริมาณดินขุด 331,000 ลบ.ม. (สถานะ: มีคำสั่งให้หยุดดำเนินการ) นายณรงค์ชัยกล่าว
และกล่าวต่อไปว่า ล่าสุด นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้ออกหนังสือราชการด่วนที่สุด (ลงวันที่ 9 เมษายน 2569) ถึงนายอำเภอนาดี สั่งระงับการดำเนินการโครงการขุดดินแลกน้ำ แควหนุมาน พื้นที่ตำบลสะพานหิน (โครงการที่ 3 และ 4) ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
โดยระบุ สาเหตุของการสั่งระงับสืบเนื่องจาก รูปแบบและวิธีการขุดลอกไม่ครบถ้วน สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาฉะเชิงเทรา แจ้งว่ารายละเอียดรูปแบบการขุดลอกยังไม่ถูกต้อง และคณะกรรมการติดตามฯ ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พบว่าทางอำเภอนาดียังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขตามที่ได้รับแจ้ง
นายณรงค์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการ "ขุดดินแลกน้ำ" เป็นนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้งที่ให้เอกชนเข้ามาขุดลอกแหล่งน้ำตื้นเขินโดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ แต่แลกกับสิทธิ์ในการนำดิน ทราย หรือกรวดที่ขุดได้ไปจำหน่าย "ทาง ป.ป.ช. และชมรม Strong ตั้งข้อสังเกตว่า ปริมาณทรายที่ขุดได้จากทั้ง 4 โครงการ มีมูลค่าประเมินเบื้องต้นสูงกว่า 200 ล้านบาท
ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์มหาศาล จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างรัดกุมว่า การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย และ ตรงตามแบบที่กำหนดไว้หรือไม่ เพื่อป้องกันการทุจริตและการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรธรรมชาติของชาติ" นายณรงค์ชัย ระบุ
มานิตย์ สนับบุญ- ข่าว/ณัฐนันท์ - ทองสุข - ภาพ/ ปราจีนบุรี
