IN NEWS

ครม.เคาะ5โครงการเสริมแกร่งแพทย์ไทย วงเงินกว่า2.5หมื่นล้านบาทใน5จังหวัด



กรุงเทพฯ-วันนี้ (28 เมษายน 2569) -ครม. เห็นชอบ5โครงการเสริมแกร่งแพทย์ไทยกว่า 2.5หมื่นล้านใน5จังหวัด จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 2,502 ล้านบาท ผลิตแพทย์เพิ่ม แก้ขาดแคลนภาคอีสานตอนบน, ศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ ม.บูรพา วงเงิน 5,374 ล้านบาท ยกระดับ EEC สู่ Medical Hub ภาคตะวันออก, โครงการ “ศูนย์สุขภาพอันดามัน” ม.อ. วงเงิน 6,431 ล้านบาท ยกระดับภูเก็ต – อันดามันสู่เมืองสุขภาพแห่งอนาคต, ศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ม.ขอนแก่น วงเงิน 3,000 ล้านบาท ยกระดับการรักษามะเร็งภาคอีสานและ “สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ” วงเงิน 8,430 ล้านบาทยกระดับไทยสู่ Medical Hub ด้วยเทคโนโลยีแพทย์ขั้นสูง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงินรวม 2,502 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2579 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายผลิตแพทย์จากพื้นที่ ให้กลับไปทำงานดูแลประชาชนในบ้านเกิด โดยจะเริ่มรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปีการศึกษา 2571 และภายในปี 2579 คาดว่าจะสามารถผลิตแพทย์เพิ่มให้พื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า 71 คน พร้อมมีนักศึกษแพทย์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา 216 คน

สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภา และสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ โดยพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พัฒนาบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน รวมทั้งยกระดับโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ให้เป็นศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาการกระจายแพทย์ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังต้องเดินทางไกลเพื่อรับบริการทางการแพทย์ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างกำลังคนด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์พื้นที่จริง

“โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดคณะใหม่ แต่คือการสร้างแพทย์ให้กลับไปดูแลบ้านเกิด ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และทำให้ประชาชนในภาคอีสานตอนบนเข้าถึงหมอและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้ใกล้บ้านมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. เห็นชอบศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ ม.บูรพา

โครงการที่2 นางสาวลลิดา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ มหาวิทยาลัยบูรพา วงเงินรวม 5,374.85 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 - 2575 เพื่อยกระดับศักยภาพบริการทางการแพทย์ การผลิตบุคลากร และนวัตกรรมสุขภาพในพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ รองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน เพิ่มขีดความสามารถการรักษาเฉพาะทาง และสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจรของพื้นที่ EEC ซึ่งมีประชากร แรงงาน และชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สาระสำคัญของโครงการประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารใหม่ 3 อาคาร และปรับปรุงอาคารเดิม 1 อาคาร ได้แก่ อาคารศูนย์การเรียนรู้และปฏิบัติการทางการแพทย์ อาคารสนับสนุนทางการแพทย์ อาคารอเนกประสงค์ และการปรับปรุงอาคารศรีนครินทร์ เพื่อรองรับบริการผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ห้องประชุม หอพักนิสิต และพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้

ทั้งนี้ โครงการจะช่วยเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพาไปสู่โรงพยาบาลขนาด 500 เตียง และต่อยอดสู่ 800 เตียงในอนาคต พร้อมรองรับการเพิ่มจำนวนนิสิตแพทย์ การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่จำเป็นต่อพื้นที่

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนางานวิจัยทางคลินิก เทคโนโลยีสุขภาพ และบริการการแพทย์เฉพาะทางให้ตอบโจทย์ทั้งประชาชนในพื้นที่และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศ

“โครงการนี้คือการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบสุขภาพภาคตะวันออก ไม่เพียงเพิ่มเตียง เพิ่มอาคาร หรือเพิ่มเครื่องมือแพทย์ แต่คือการสร้างศูนย์กลางแพทย์ การเรียนรู้ และนวัตกรรม ที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ EEC เข้าถึงบริการคุณภาพสูงได้ใกล้บ้านมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. เห็นชอบโครงการ “ศูนย์สุขภาพอันดามัน” ม.อ.

นางสาวลลิดา กล่าวถึงโครงการที่3ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วงเงินรวม 6,431.74 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 - 2573 เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ลดภาระการส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนไปยังพื้นที่อื่น และเพิ่มศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อันดามัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

โครงการประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ วิทยาลัยสุขภาพอันดามัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์สงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิ รองรับการรักษาโรคซับซ้อน การแพทย์แม่นยำ การแพทย์ทางไกล และการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

สำหรับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต จะมีการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล วงเงิน 4,845.14 ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณ 2,907.09 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,938.06 ล้านบาท พร้อมจัดหาครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2573

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามันให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการแพทย์คุณภาพใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว

“นี่ไม่ใช่เพียงการสร้างโรงพยาบาล แต่คือการวางรากฐานระบบสุขภาพของอันดามันทั้งภูมิภาค ให้มีทั้งบุคลากร เทคโนโลยี งานวิจัย และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. เห็นชอบศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ม.ขอนแก่น

ส่วนโครงการที่4 นางสาวลลิดา ให้รายละเอียดว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นเลิศ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 - 2573

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงได้ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรังสีรักษาขั้นสูงที่มีความแม่นยำ สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ และลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งบางกลุ่มที่ต้องการความละเอียดสูงในการรักษา

โครงการจะตั้งอยู่ภายในพื้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บนพื้นที่ประมาณ 4.9 ไร่ โดยก่อสร้างอาคารบริการสูง 6 ชั้น พร้อมชั้นหลังคา พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,979 ตารางเมตร และจัดหาเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอน รวมถึงระบบวางแผนการรักษา ระบบจัดการข้อมูลด้านมะเร็งวิทยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรอบวงเงิน 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 1,820 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,180 ล้านบาท โดยโครงการมีกำหนดเริ่มให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนในปี 2574 และคาดว่าจะรองรับผู้ป่วยฉายรังสีและผู้ป่วยติดตามผลการรักษาได้ประมาณ 6,000 รายต่อปี

นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังจะเป็นศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ด้านรังสีรักษา ฟิสิกส์การแพทย์ และเทคโนโลยีอนุภาคโปรตอน รวมถึงเป็นฐานการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษามะเร็งของประเทศ

“โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องมือแพทย์ แต่คือการยกระดับโอกาสการรักษาชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน ให้เข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้ใกล้บ้าน ลดภาระการเดินทาง ลดการรอคอย และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. อนุมัติแผนครุภัณฑ์ “สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ”

และโครงการสุดท้าย นางสาวลลิดา  เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีงบประมาณ 2570–2574 วงเงินรวม 8,430 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2575

โครงการนี้มีเป้าหมายให้สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ เป็นสถาบันการแพทย์ภาครัฐต้นแบบของประเทศ และเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub ที่ให้บริการด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับเหนือตติยภูมิ เทียบเท่ามาตรฐานสากล

สาระสำคัญคือ การจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง รวม 42 รายการ โดยเฉพาะครุภัณฑ์สำหรับศูนย์รังสีรักษาชนิดอนุภาค ได้แก่ เครื่องฉายรังสีชนิดลำแสงอนุภาคโปรตอน หรือ Proton Therapy และเครื่องบำบัดรักษามะเร็งด้วยเทคนิคการจับนิวตรอนโบรอน หรือ BNCT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาผลิตและติดตั้งเฉลี่ยประมาณ 4–5 ปี จึงจำเป็นต้องวางแผนจัดซื้อและติดตั้งล่วงหน้าให้สอดคล้องกับการก่อสร้างอาคาร

นอกจากนี้ ยังมีครุภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อรองรับศูนย์บริการรักษาระดับสูงและศูนย์การรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องฉายรังสีพร้อมระบบภาพนำวิถี เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมระบบจำลองภาพ และเครื่องเอกซเรย์เต้านมแบบดิจิทัลพร้อมระบบเจาะชิ้นเนื้อ

งบประมาณรวม 8,430 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 6,744 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,686 ล้านบาท โดยดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2570–2574 ในลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนครุภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง เข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีรังสีอนุภาคที่มีความแม่นยำสูง เพิ่มโอกาสการรักษา ลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง และยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ของประเทศ

“นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบสาธารณสุขไทย ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ แต่คือการสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ให้คนไทยเข้าถึงการรักษาระดับโลก และผลักดันไทยสู่การเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว