BANGKOK

กทม.ยกระดับมาตรฐานผิวจราจรด้วยระบบ ควบคุมแบบ3มิติครั้งแรกในไทย



กรุงเทพฯ-กทม. ยกระดับมาตรฐานผิวจราจรด้วยระบบควบคุมแบบ 3 มิติครั้งแรกในไทย เพิ่มความเรียบ ปลอดภัย ไร้น้ำขัง

(10 พ.ค. 69) นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยีระบบควบคุมแบบ 3 มิติ (3D Control System) มาใช้ในการปูผิวและซ่อมผิวจราจรแอสฟัลต์ (ลาดยาง) ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยดำเนินการผ่านสำนักงานวิศวกรรมทาง สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างและซ่อมบำรุงถนนให้มีความแม่นยำตามหลักวิศวกรรมสมัยใหม่

เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกา และกรุงเทพมหานครได้นำมาประยุกต์ใช้กับโครงการนำร่องบนสะพานก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีโครงการพร้อมสำหรับการทดลองระบบ อาทิ สะพานข้ามแยกคลองตัน สะพานข้ามแยกลำสาลี ทางยกระดับคู่ขนานบรมราชชนนี และในอนาคตจะมีการขยายผลไปสู่การซ่อมและปูผิวจราจรบนถนนสายต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร

นายวิศณุ กล่าวว่า จุดเด่นของระบบ 3 มิติ ช่วยให้การปูผิวทางมีความเรียบเนียน ได้ระดับที่แม่นยำ และสามารถแก้ปัญหาผิวถนนเป็นคลื่นหรือมีแอ่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของการปูยางแบบเดิม โดยการปูยางแบบทั่วไป ผิวทางใหม่จะล้อไปตามสภาพพื้นผิวเดิม หากถนนเดิมเป็นคลื่นหรือมีจุดแอ่งตัว เมื่อปูใหม่ก็ยังคงเกิดปัญหาเดิมอยู่ แต่ระบบ 3 มิติจะช่วยออกแบบผิวจราจรใหม่ทั้งหมด ทั้งค่าโปรไฟล์และความลาดชัน เพื่อให้ผิวทางกลับมาอยู่ในระดับที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรม

สำหรับขั้นตอนการทำงานของระบบ 3 มิติ เริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยี 3D Laser Scanning สแกนพื้นผิวจราจรเดิมอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบค่าระดับและลักษณะผิวทางในปัจจุบัน ว่ามีจุดแอ่งตัว จุดที่ความลาดชันผิดรูป หรือบริเวณที่เริ่มเกิดปัญหาน้ำขังหรือไม่ หลังจากนั้น วิศวกรจะนำข้อมูลที่ได้มาทำการออกแบบผิวจราจรใหม่ในรูปแบบ 3 มิติ โดยคำนวณทั้งระดับความเรียบ ค่าความลาดเอียง และแนวทางการระบายน้ำ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบควบคุมของเครื่องปูยางแอสฟัลต์

ในระหว่างการปฏิบัติงาน เครื่องปูยางจะปรับระดับ “เตารีด” หรือชุดปาดผิวจราจรแบบอัตโนมัติผ่านระบบควบคุม 3 มิติ โดยอ้างอิงตำแหน่งจริงของรถปูยางจากกล้อง Robotic Total Station ที่เชื่อมต่อกับแบบจำลอง 3 มิติตลอดเวลา ทำให้การปูผิวทางเป็นไปอย่างแม่นยำตามแบบที่ออกแบบไว้

เมื่อดำเนินงานแล้วเสร็จ กรุงเทพมหานครจะทำการสแกนผิวถนนอีกครั้งเพื่อจัดเก็บข้อมูล As-built Profile หรือค่าระดับจริงหลังการก่อสร้าง พร้อมคำนวณค่า IRI (International Roughness Index) ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากลสำหรับวัดความเรียบของผิวทาง เพื่อตรวจสอบว่าคุณภาพงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกรุงเทพมหานครหรือไม่

ทั้งนี้ เทคโนโลยีระบบควบคุมแบบ 3 มิติ ยังมีข้อดีสำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. เพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร ช่วยให้ผิวถนนมีความเรียบต่อเนื่องตลอดเส้นทาง ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงสามารถปรับค่าซูเปอร์อีเลเวชั่น (Super-elevation) หรือความลาดเอียงในทางโค้งให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ทำให้รถยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น และช่วยลดปัญหาน้ำขังบนพื้นผิวจราจร
2. เพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง ระบบสามารถควบคุมปริมาณวัสดุและยางแอสฟัลต์ได้อย่างแม่นยำ ลดการสูญเสียวัสดุโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยให้รอยต่อและการเปลี่ยนระดับความลาดชันของถนนมีความเรียบเนียนมากขึ้น
3. เพิ่มความทนทานของผิวทาง เมื่อผิวถนนถูกปูในระดับที่ถูกต้อง จะช่วยกระจายน้ำหนักของยานพาหนะได้สม่ำเสมอ ลดโอกาสการเกิดหลุมบ่อ การแตกร้าว และช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนในระยะยาว

ทั้งนี้ กทม.ยืนยันเดินหน้านำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพถนน เพิ่มความปลอดภัย และสร้างมาตรฐานใหม่ด้านงานวิศวกรรมจราจรให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพมหานคร