POLITICS

วิกฤตแม่น้ำปราจีนบุรีเสียงตะโกนจาก 'ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ'เหตุ'ขุดดินแลกน้ำ'



ปราจีนบุรี-แม่น้ำปราจีนบุรี เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของประชาชนกว่า 5 แสนคน กำลังเผชิญกับวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมครั้งรุนแรงที่สุด ไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาน้ำเน่าเสีย ผักตบชวาอัดแน่น ค่าออกซิเจนดิ่งต่ำ จนส่งผลให้ปลาทับทิมในกระชังของเกษตรกรอำเภอบ้านสร้างช็อกตายระนาวรวมแล้วกว่า 33 ตัน ซ้ำเติมด้วยความบอบช้ำจากโครงการ “ขุดดินแลกน้ำ” และการลักลอบดูดทราย ที่ถูกครหาว่าเป็นการ “ปล้นทรัพยากรหลวง” นำไปสู่การรวมตัวครั้งสำคัญของภาคประชาสังคมลุ่มน้ำปราจีนบุรี เพื่อส่งเสียงสะท้อนตรงถึงทำนียบรัฐบาล

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ร้าน "ณ บางกุ้งทุ่งข้าว" อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ภาคประชาสังคมลุ่มน้ำปราจีนบุรี นำโดย นายจำรูญ สวยดี อดีตประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ปราจีนบุรี และโตนเลสาบ พร้อมด้วย นายจักรกฤษณ์ แก่นวงศ์ กรรมการลุ่มน้ำบางปะกงผู้แทนภาคเกษตรกรรม และแกนนำเครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อมตลอดสายน้ำ ได้เปิดเวทีเสวนาและแถลงข่าวร่วมกันลงฉันทามติยื่นเรื่องต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบและยุติโครงการขุดดินแลกน้ำในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

นายจำรูญ สวยดี อดีตแกนนำลุ่มน้ำฯ ระบุว่า: "เวทีนี้คือมิติใหม่ที่นำบทเรียนความล้มเหลวในอดีตมาตีแผ่ โครงการดินแลกน้ำ อ.นาดี ชี้ชัดว่าทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตรุนแรง รัฐเปิดช่องให้ขุดทรัพยากรธรรมชาติไปขายโดยขาดการควบคุม พอไปถามก็ตอบเลี่ยงบาลีพ้นไปวัน ๆ ยืนยันว่าพวกเราไม่ได้ค้านการพัฒนา แต่เราต้องการความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้"

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือข้อมูลเชิงลึกจาก นายสายพิณ ศรีเพ็ชร อดีตนายก อบต.บางแตน อ.บ้านสร้าง และอดีตกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ที่ออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติทางกายภาพของโครงการขุดลอกดินแลกน้ำในพื้นที่ อ.นาดี ว่าขัดต่อหลักวิชาการอย่างสิ้นเชิง

นายสายพิณ ศรีเพ็ชร กล่าวอย่างดุเดือดว่า "ตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ความลึกที่เหมาะสมเพื่อกักเก็บน้ำและรักษาสภาพแวดล้อมต้องไม่เกิน 3 ถึง 4 เมตร แต่ในพื้นที่จริงกลับปล่อยให้นายทุนขุดลึกทะลุชั้นโคลนใต้ดินลงไปถึง 10 เมตร การขุดลึกขนาดนั้นมันไม่ใช่การช่วยชาวบ้าน แต่มันคือการขุดเอาหน้าดินและทรัพยากรหลวงไปขาย ผลคือตลิ่งพังทลายรุนแรง และพอน้ำมา น้ำก็ไหลลงไปสลบอยู่ก้นบ่อลึกจนชาวบ้านสูบขึ้นมาใช้เพื่อการเกษตรไม่ได้เลย เกิดภาวะน้ำแห้งขอด ทิ้งชาวบ้านให้เผชิญกรรม"

นอกจากนี้ นายสายพิณยังได้วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงาน "พาณิชย์จังหวัด" อย่างรุนแรงว่า ทำหน้าที่เพียงแค่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง คอยเซ็นเอกสารรับรองไปตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่เคยลงมาเดินเหยียบพื้นที่จริงเพื่อดูความเดือดร้อนของชาวบ้าน ปล่อยให้ผู้รับเหมาลักไก่ขุดดินหลวงไปขาย

ในขณะที่ต้นน้ำและกลางน้ำกำลังเผชิญปัญหาตลิ่งพังและน้ำแห้งขอด พื้นที่ปลายน้ำอย่างอำเภอบ้านสร้างกลับต้องรับกรรมหนักจากปัญหาน้ำนิ่ง ขาดออกซิเจนอันเนื่องมาจากผักตบชวาที่หนาแน่น

ข้อมูลราชการด่วนที่สุด ที่ ปจ 0007/23 จาก นายวิชัย ทองประไพ ประมงจังหวัดปราจีนบุรี ที่รายงานต่อนี่ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ระบุว่า จากการลงตรวจสอบพื้นที่ หมู่ 1, 3, 4 และ 5 ต.บางพลวง อ.บ้านสร้าง พบเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในกระชังได้รับความเสียหาย 8 ราย รวม 74 กระชัง
สรุปยอดความเสียหายเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา (29 เม.ย. - 15 พ.ค. 2569)
•    ปริมาณปลาตายสะสมรวม: 33,750 กิโลกรัม (กว่า 33 ตัน)
•    จุดวิกฤตที่สุด: เช้ามืดวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ปลาช็อกตายพร้อมกันถึง 19,000 กิโลกรัม (19 ตัน) ภายในวันเดียว จากเกษตรกร 4 ราย
•    เกษตรกรที่เสียหายมากที่สุด:
1.    นายเทวร พรมจันทะ (หมู่ 3 ต.บางพลวง) ปลาตายในวันเดียว 17 ตัน
2.    นายพรณรงค์ วิ่งสุนทร (หมู่ 5 ต.บางพลวง) ปลาตายในเวลาไล่เลี่ยกัน 14 ตัน

นายมนัส เนิ่บอบ ชาวบ้านหมู่ 1 ต.สะพานหิน อ.นาดี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการดินแลกน้ำแควหนุมาน และคลองยาง สะท้อนความอัดอั้นว่า ที่ผ่านมาเคยรวมตัวไปถามหน่วยงานราชการในพื้นที่ แต่กลับได้คำตอบที่บ่ายเบี่ยง และมีพฤติกรรมปกป้องเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผู้รับเหมาอย่างออกนอกหน้า เวทีเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการปลุกให้ชาวบ้านตื่นรู้ถึง "ภัยเงียบ" ที่กำลังเกิดขึ้น

ทางด้าน นายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อ.กบินทร์บุรี  /  แกนนำพรรคก้าวไกลจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า โครงการนี้เข้าข่ายการ "ตบตาประชาชน" โดยใช้วาทกรรมพัฒนาแหล่งน้ำมาบังหน้า แต่พฤติกรรมคือการปล้นทรัพยากรท้องถิ่น ทิ้งไว้เพียงบ่อโคลนน้ำขุ่น ขณะนี้ได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้ ส.ส. พรรคก้าวไกล เพื่อเตรียมนำเรื่องเข้าสู่กลไกการตรวจสอบของรัฐสภาแล้ว

เช่นเดียวกับ นายโอภาส ชาญยงค์ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ (ผู้แทนองค์กรด้านพืช) ที่ออกมาเรียกร้องให้ ส.ส. ปราจีนบุรี ทั้ง 3 ท่าน ทำหน้าที่ในสภาฯ ทันที พร้อมยื่นคำขาดไปยัง 3 ขั้วอำนาจในจังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายก อบจ., และ ส.ส.ในพื้นที่) ให้เร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

"หากท้ายที่สุดแล้ว กลไกและผู้มีอำนาจในจังหวัดทั้ง 3 ส่วนยังคงเพิกเฉย บ่ายเบี่ยง หรือไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านได้ ภาคประชาชนก็พร้อมยกระดับเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานส่วนกลางแน่นอน เราจะไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้องนี้" นายโอภาส กล่าวทิ้งท้าย

ภาคประชาสังคมลุ่มน้ำปราจีนบุรี ได้ร่วมกันสรุปข้อเรียกร้องตามสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 และ 46 ส่งถึงรัฐบาล โดยมีใจความสำคัญ 7 ข้อ ดังนี้:
1.    สั่งยกเลิกโครงการที่มีปัญหาทั้ง 4 โครงการโดยเร่งด่วน: โดยเฉพาะโครงการขุดลอกดินแลกน้ำในพื้นที่ อ.นาดี ที่พบข้อพิรุธขุดล้ำแนวเขตและใช้เรือผิดกฎหมาย
2.    ตั้งชุดสอบสวนจากส่วนกลาง: ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลยหน้าที่และเอกสารผู้รับเหมา หากพบทุจริตให้ดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น
3.    กำหนดมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูสภาพลำน้ำ: ใช้หลัก Nature-based Solutions (การใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน) ในการฟื้นฟูระบบนิเวศและตลิ่ง โดยให้ผู้กระทำผิดร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
4.    บังคับใช้กฎหมายจับกุมผู้ลักลอบก่อมลพิษ: ปราบปรามขบวนการแอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมและน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างจริงจัง
5.    ทบทวนกฎระเบียบและจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ: ปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานในการอนุมัติโครงการเกี่ยวกับแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาเชิงระบบในระยะยาว
6.    กำหนดแผนอนุรักษ์ฟื้นฟูทั้งระบบ: ทุกโครงการต้องมีแผนงานควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบทางนิเวศและสังคม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
7.    รับรองสิทธิประชาชนในการมีส่วนร่วม: กำหนดเป็นนโยบายให้ชุมชนริมน้ำมีสิทธิรับรู้ข้อมูลและร่วมเสนอความคิดเห็นก่อนจะมีการอนุมัติโครงการใด ๆ ของรัฐ

วิกฤติแม่น้ำปราจีนบุรีในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผักตบชวาหรือปลาตายในกระชัง แต่อยู่ที่ความโปร่งใสในธรรมาภิบาลของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หากรัฐบาลส่วนกลางยังคงปล่อยให้กลไกท้องถิ่นทำงานอย่างล้มเหลว ลำน้ำสายชีวิตนี้คงหลีกหนีไม่พ้นคำว่า "ลำน้ำตาย" ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

มานิตย์ สนับบุญ ภาพ: ณัฐนันท์ ปราจีนบุรี