IN NEWS

นายกฯพอใจเยือนรัสเซียบรรลุเป้าหมาย หนุนFTAไทย-EAEUในเวทีอาเซียน



กรุงเทพฯ-นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซีย บรรลุเป้าหมาย ร่วมรับรองปฏิญญาคาซาน 2026 พบผู้นำชาติต่างๆ เร่งผลักดันความร่วมมือพลังงาน ก๊าซ และปุ๋ย พร้อมเชื่อมอาเซียน–ยูเรเซีย ก่อนหน้านี้นายกได้เข้าหารือประธานาธิบดีปูติน เน้นย้ำมิตรภาพยาวนานกว่า 130 ปี มุ่งขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงประชาชน และนายกฯพร้อมหนุน FTA ไทย–EAEU ในเวทีอาเซียน–ยูเรเซีย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประสบความสำเร็จในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 โดยใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประชาชนไทย

ตลอดการเยือน นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Business Forum และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค โดยชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์และสุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว

นายกรัฐมนตรียังได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยง (Connectivity) การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดของภาคเอกชนไทยในอนาคต

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3Rs” ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance โดยเน้นบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ผู้นำอาเซียนและรัสเซียร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย - 35 ปี ร่วมกัน” 2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ. 2026–2030 ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมในระยะต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และภาคธุรกิจของรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและภูมิภาคยูเรเซีย

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า สันติภาพและเสถียรภาพเป็นรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่และยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค

ในโอกาสเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนสะท้อนว่ารัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเจรจา Thai-EAEU FTA เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร พลังงาน สาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุน รวมถึงการติดตามการลงนามความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน

การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูตินเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงการเยือนไทยในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำ พร้อมย้ำถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับรัสเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของทั้งสองประเทศ

การเยือนสหพันธรัฐรัสเซียในครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาสำคัญ ตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ชื่นมื่น! นายกฯหารือปธน.ปูตินเน้นย้ำมิตรภาพ130 ปี 

เวลา 17.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซานซึ่งช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) ณ  ห้องหารือทวิภาคี 3 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน  ได้หารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit

ทั้งสองฝ่ายได้หารือด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร โดยนายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่ได้พบประธานาธิบดีรัสเซียและชื่มชมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ครั้งนี้ และเน้นย้ำว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศสำคัญที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยทุกระดับ ด้านประธานาธิบดีรัสเซียยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ในปี 2570

ทั้งนี้ รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย (Thai-Russian Joint Commission) ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในเดือน ส.ค. 2569 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับรัสเซียซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญของโลก และพร้อมกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี

ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยขอบคุณรัสเซียที่จะให้การสนับสนุนพลังงานสะอาด ก๊าซ LNG และสินค้าจำเป็น เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมด้านการทหาร ด้านสารสนเทศ ด้านสาธารณสุข รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา

2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าไทยและรัสเซียมีศักยภาพที่จะส่งเสริมการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่ายังไม่สะท้อนกับโอกาสทางธุรกิจที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย สนใจขยายการค้าการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ สำหรับในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าการเจรจาจัดทำ FTAไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดระหว่างไทย รัสเซีย และประเทศสมาชิก EAEU อื่น ๆ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการประชุม Russian-Thai Investment Forum ที่มีผู้แทนไทยทั้งจากภาครัฐและภาคธุรกิจได้เข้าร่วมเมื่อปีที่แล้ว และจะจัดขึ้นที่กรุงเทพ ในเดือนต.ค. ปีนี้  ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้สร้างเครือข่ายและขยายความร่วมมือทางๆ เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3. ความร่วมมือในเวทีพหุภาคี นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่รัสเซียให้การสนับสนุนการทำงานของอาเซียน และชื่นชมบทบาทที่สร้างสรรค์ของรัสเซียในกรอบความร่วมมือเอเปค โดยเฉพาะการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม

ทั้งนี้ ไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับรัสเซียในประเด็นต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล AI ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการต่อต้านสแกมเมอร์ รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย -แปซิฟิกด้วย

4. ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ในปี 2570 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในทุกมิติ

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวยินดีที่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมายังประเทศไทยเกือบสองล้านคน นับเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย แสดงถึงความประทับใจที่ชาวรัสเซียมีต่อประเทศไทย และเพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน จะได้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมรัสเซีย อาทิ เพลง ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง ในโอกาสต่อๆไปด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณประธานาธิบดีรัสเซียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้พบหารือกับประธานาธิบดีรัสเซียอีกครั้งในโอกาสการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ในช่วงปลายปีนี้

นายกฯ พร้อมหนุน FTA ไทย–EAEU ในเวทีอาเซียน–ยูเรเซีย

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569) เวลา 12.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน  ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน (Working Lunch) พร้อมกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Integration Processes in the Eurasian Spaces โดยมีนายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประมุขและผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าร่วม

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่เปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย และภาคธุรกิจรัสเซีย พร้อมกล่าวถึงความรุ่งเรืองของภูมิภาคยูเรเซียในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค เศรษฐกิจ และประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า “สันติภาพและเสถียรภาพ” คือรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ แต่ยังครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายโลจิสติกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน โดยไทยในฐานะประตูเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมมีบทบาทในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาคยูเรเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

มากไปกว่านั้น นายกฯได้กล่าวถึงความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thailand–EAEU FTA) เพื่อสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และสร้างรากฐานที่เข้มแข็งสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และเอื้อต่อการลงทุน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมภูมิภาคยูเรเซียที่มีสันติภาพ เชื่อมโยงถึงกัน และเปิดกว้างต่อโอกาส โดยเชื่อว่าความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภูมิภาคจะวัดได้จากการที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมโยง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่งคั่งร่วมกันมากยิ่งขึ้น